ข้ามไปเนื้อหาหลัก

เจาะลึกมาร์เกตเพลสไทย แห่ผุดสู้ทุนยักษ์ต่างชาติ พร้อมเปิดเรตค่า GP เดือด

ร้านค้าออนไลน์ไทยดิ้นหนีค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มต่างชาติพุ่งสูง 22-40% จุดกระแสผู้ประกอบการแห่ปั้นมาร์เกตเพลสสายเลือดไทยชูจุดขายค่า GP ต่ำ

เรียบเรียงโดย AI
Inewgen
24 Jul 2026ที่มา: Techsauce4 นาทีอ่าน (0 ครั้ง)อัปเดตล่าสุด 04 Aug 2026
แชร์
เจาะลึกมาร์เกตเพลสไทย แห่ผุดสู้ทุนยักษ์ต่างชาติ พร้อมเปิดเรตค่า GP เดือด

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง

ขนาดตัวอักษร
  • ร้านค้าออนไลน์ไทยที่ขายบนแพลตฟอร์มต่างชาติ 3 เจ้าใหญ่ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมรวมสูงถึง 22-40%
  • กำไรสุทธิเฉลี่ยของ SME ไทยเหลือเพียง 2.3% หลังหักค่าธรรมเนียมและค่าโฆษณาบังคับ
  • แพลตฟอร์มไทยหน้าใหม่ตบเท้าเข้าสู่ตลาดด้วยจุดขายค่า GP ต่ำพิเศษตั้งแต่ 0% ถึง 1%
  • ภาครัฐและสมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทยขยับตัวผลักดันมาตรการคุมเข้มทุนต่างชาติ

ร้านค้าออนไลน์ไทยที่ขายสินค้าผ่านแพลตฟอร์มต่างชาติ 3 เจ้าใหญ่ต้องเผชิญกับภาระค่าธรรมเนียมรวมกันสูงถึง 22-40% ของยอดขายในทุกคำสั่งซื้อ ตัวเลขดังกล่าวอ้างอิงจากการสำรวจผู้ประกอบการ SME กว่า 500 รายในช่วงไตรมาส 1-2 ของปี 2569 โดยสมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย หรือ THECA ซึ่งพบข้อเท็จจริงว่า เมื่อหักลบค่าธรรมเนียมทุกประเภทออกไปแล้ว กำไรสุทธิเฉลี่ยของร้านค้าเหล่านี้เหลืออยู่เพียง 2.3% เท่านั้น

อัตราค่าธรรมเนียมดังกล่าวเรียกอีกอย่างว่า take-rate ซึ่งหมายถึงสัดส่วนรายได้ทั้งหมดที่แพลตฟอร์มหักออกไปจากยอดขายของผู้ค้า โดยไม่ได้มีเพียงค่าคอมมิชชั่นตามหมวดหมู่สินค้าเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงค่าธุรกรรมการชำระเงิน และค่าโฆษณาที่ร้านค้าจำเป็นต้องซื้อเพิ่มเติม เนื่องจากระบบจะซ่อนสินค้าทันทีหากผู้ขายไม่ยอมจ่ายเงินค่าโฆษณา

22-40%ค่าธรรมเนียมรวมบนแพลตฟอร์มต่างชาติ
2.3%กำไรสุทธิเฉลี่ยของ SME ไทย
98.8%ส่วนแบ่งตลาดอาเซียนของ 3 ทุนยักษ์

สภาวะกดดันดังกล่าวทำให้ SME ไทยจำนวนหนึ่งตัดสินใจรวมตัวกัน และกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผู้ประกอบการไทยหันมาพัฒนาแพลตฟอร์มมาร์เกตเพลสของตนเองขึ้นมาพร้อมกันหลายราย กระแสนี้มีความชัดเจนยิ่งขึ้นเมื่อ Thaimart ประกาศเปิดตัวพร้อมแคมเปญค่า GP 0% ซึ่งเป็นแรงผลักดันให้แพลตฟอร์มสายเลือดไทยรายอื่น ๆ เป็นที่รู้จักในเวลาไล่เลี่ยกัน

การที่แพลตฟอร์มต่างชาติ 3 เจ้าใหญ่สามารถครองส่วนแบ่งตลาดอีคอมเมิร์ซในภูมิภาคอาเซียนปี 2568 รวมกันได้สูงถึง 98.8% ของมูลค่าสินค้ารวม หรือ GMV สะท้อนให้เห็นว่าตลาดอีคอมเมิร์ซในภูมิภาคนี้มีความเป็นกระจุกตัวสูงมาก การที่ผู้ประกอบการไทยพยายามสร้างแพลตฟอร์มทางเลือกขึ้นมาแข่งจึงเป็นโจทย์ที่ท้าทายอย่างยิ่งท่ามกลางความได้เปรียบด้านทุนและเครือข่ายระดับโลกของยักษ์ใหญ่เหล่านี้

สำหรับคำว่า GP ย่อมาจาก Gross Profit ซึ่งในวงการอีคอมเมิร์ซและฟู้ดเดลิเวอรี่ไทยใช้เรียกค่าธรรมเนียมที่แพลตฟอร์มักจะหักจากยอดขายของผู้ค้าในแต่ละคำสั่งซื้อ โดยแพลตฟอร์มไทยแต่ละรายได้กำหนดสูตรค่า GP และจุดยืนในการทำธุรกิจที่แตกต่างกัน เริ่มจาก Thaimart ซึ่งเป็นผู้จุดกระแสนี้ขึ้นมา

online shopping marketplace platform

Thaimart เปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2569 หลังจากใช้เวลาเตรียมโครงสร้างนาน 5 ปี มีพนักงานราว 450 คน นำทัพโดย พันธ์ธวัช นาควิสุทธิ์ หรือ 'นอท' ซีอีโอบริษัท Thaimart Marketplace จุดแข็งของ Thaimart คือการยกเว้นค่า GP 0% ให้แก่ร้านค้าที่เปิดบริการในปีแรก ก่อนจะเริ่มเก็บแบบขั้นบันไดที่เพดาน 5% ในปีที่ 2 ไต่ขึ้นเป็น 8% ในปีที่ 3 และ 10% ในปีที่ 4 นอกจากนี้ยังมีค่าธรรมเนียมการชำระเงินอีก 3% แต่ยังคงยกเว้นไม่เก็บจนถึงสิ้นปี 2569 พร้อมทั้งเลือกแข่งขันด้วยระบบตรวจสอบร้านค้าก่อนเปิดขายและนโยบายคืนสินค้าที่ชัดเจนแทนการใช้คูปองส่วนลด

ไม่อยากพลาดข่าวใหม่?

สมัครรับสรุปข่าวสารใหม่ทางอีเมล ไม่บ่อยจนรำคาญ

โฆษณา

ในขณะเดียวกัน ThailandPostMart ซึ่งดำเนินกิจการโดยบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ได้เข้าร่วมในโครงการ 'ไทยช่วยไทย เพิ่มรายได้ SMEs ไทย' ร่วมมือกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ด้วยการยกเว้นค่า GP ให้ทั้งหมดตลอดช่วงโครงการ อีกหนึ่งผู้เล่นที่น่าสนใจคือ Pantip Mall ซึ่งเปิดตัวในสถานะเบต้าตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2569 จากความร่วมมือระหว่าง Pantip.com และ ShopSCAPE โดยคิดค่าคอมมิชชั่นโปรโมชัน 3% สำหรับร้านค้ากลุ่มแรก พร้อมชูนโยบาย Thai Seller Protection ป้องกันไม่ให้ร้านค้าต่างชาติเชื่อมต่อระบบขายโดยตรง

นอกจากนี้ ยังมีแพลตฟอร์มอื่น ๆ เช่น ช้อปชิลล์ (ShopChill) ซึ่งดำเนินการโดย INET ร่วมมือกับ SME D Bank โดยเรียกเก็บค่า GP คงที่เพียง 1% ซึ่งนับว่าต่ำที่สุดในบรรดาแพลตฟอร์มไทยที่มีการเปิดเผยข้อมูล รวมถึง THAI THAI BY ECO Commerce ที่ผสมผสานโมเดล Creator Commerce เก็บค่า GP 0% และ YJ Mall ซึ่งก่อตั้งโดย ฉัตรมงคล สมแก้ว หรือ 'ยิว' วางระบบแยกเป็น 3 ส่วนคือนายหน้า ลูกค้า และร้านค้า เพื่อช่วยเหลือแบรนด์ไทยในการสเกลอัพธุรกิจ

"สมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย ได้นัดคุยกับ ThailandPostMart, Thaimart, Pantip Mall และ ShopChill เพื่อหารือความร่วมมือ พร้อมเสนอให้ตั้งคณะทำงานกลุ่มผู้ประกอบการขับเคลื่อนมาร์เกตเพลสไทยภายใต้สมาคม"

ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ

แรงกระเพื่อมครั้งนี้ยังนำไปสู่ความเคลื่อนไหวของสมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย ภายใต้การนำของ กุลธิรัตน์ ภควัชร์ไกรเลิศ นายกสมาคมฯ ซึ่งได้ยื่นข้อเสนอ 3 ข้อต่อรัฐสภา ได้แก่ การกำกับดูแลแพลตฟอร์มต่างชาติให้เข้มข้นขึ้นตามแนวทางของประเทศอินเดีย จีน เกาหลีใต้ และอินโดนีเซีย การจัดตั้งหน่วยงานกลางระหว่างภาครัฐและเอกชนเพื่อรับเรื่องร้องเรียน และการผลักดันนโยบาย 'Thai First' พร้อมมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนผู้ขายที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายภายในประเทศ

ที่มา: Techsauce

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น
0/2000

พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้