สหรัฐฯ ประกาศใช้โครงการวางเงินประกันวีซ่าเป็นถาวร ทำยอดออกวีซ่าดิ่ง 83%
รัฐบาลสหรัฐฯ เตรียมบังคับใช้มาตรการวางเงินประกันวีซ่าชั่วคราวสูงสุด 20,000 ดอลลาร์เป็นทางการ เพื่อสกัดการอยู่เกินกำหนดและแก้ปัญหาการใช้งานวีซ่าผิดประเภท

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- สหรัฐฯ เปลี่ยนโครงการนำร่องวางเงินประกันวีซ่า B1/B2 ให้เป็นระเบียบถาวร มีผลบังคับใช้ในวันที่ 3 สิงหาคมนี้
- นักท่องเที่ยวและนักธุรกิจจากประเทศกลุ่มเสี่ยงต้องวางเงินประกันสูงสุด 20,000 ดอลลาร์ (ส่วนใหญ่กำหนดไว้ที่ 15,000 ดอลลาร์)
- มาตรการนี้ทำให้การออกวีซ่าลดลงถึง 83% ขณะที่ตัวเลขออยู่เกินกำหนดลดลงจากกว่า 45,000 รายเหลือไม่ถึง 50 ราย
- เงื่อนไขสำคัญคือต้องเดินทางเข้าและออกสหรัฐฯ ด้วยเที่ยวบินพาณิชย์เท่านั้น โดยไม่มีกระบวนการขอผ่อนผันอย่างเป็นทางการ
รัฐบาลสหรัฐอเมริกาเตรียมประกาศใช้กฎระเบียบอย่างเป็นทางการเพื่อเปลี่ยนผ่านโครงการวางเงินประกันวีซ่าชั่วคราวให้กลายเป็นมาตรการถาวร โดยกำหนดให้ผู้ยื่นขอวีซ่าประเภท B1 และ B2 สำหรับนักท่องเที่ยวและนักธุรกิจจากประเทศกลุ่มเสี่ยง ต้องวางเงินประกันมูลค่าสูงสุดถึง 20,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ก่อนที่จะได้รับอนุมัติวีซ่า ซึ่งกฎระเบียบฉบับสมบูรณ์นี้มีกำหนดการเผยแพร่บนเว็บไซต์ Federal Register และจะมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการในวันที่ 3 สิงหาคมนี้
โครงการดังกล่าวต่อยอดมาจากโครงการนำร่องระยะเวลาหนึ่งปีที่มุ่งเป้าไปยังกลุ่มประเทศซึ่งถูกประเมินว่ามีความเสี่ยงสูงในเรื่องของการใช้งานวีซ่าผิดประเภทและการอยู่เกินกำหนด โดยขยายขอบเขตจากเดิม 2 ประเทศ ไปสู่ราว 50 ประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นประเทศในทวีปแอฟริกาและประเทศขนาดเล็ก รวมถึงเวเนซุเอลาและไนจีเรีย เงินประกันส่วนใหญ่ถูกตั้งไว้ที่ 15,000 ดอลลาร์ ขณะที่บางประเทศถูกกำหนดไว้ที่ 10,000 หรือ 20,000 ดอลลาร์ และจะมีการปรับปรุงตามอัตราเงินเฟ้อทุกๆ เจ็ดปีเริ่มต้นในเดือนตุลาคม 2570

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
การนำมาตรการวางเงินประกันวีซ่ามาใช้แบบถาวร สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของสหรัฐฯ ในการใช้มาตรการทางการเงินเพื่อควบคุมปัญหาการตรวจคนเข้าเมืองอย่างเข้มงวด แม้ว่ากลุ่มประเทศที่ได้รับผลกระทบส่วนใหญ่จะไม่ใช่ตลาดท่องเที่ยวหลักของสหรัฐฯ แต่มาตรการนี้อาจสร้างความกังวลด้านความยืดหยุ่นและการเดินทางระหว่างประเทศ ท่ามกลางบรรยากาศการท่องเที่ยวขาเข้าที่เผชิญภาวะชะลอตัวลงอยู่ก่อนแล้ว
ทางกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุว่าเงินประกันดังกล่าวจะสามารถขอคืนได้เต็มจำนวน หากนักเดินทางปฏิบัติตามข้อกำหนดและเงื่อนไขทั้งหมดอย่างเคร่งครัด หนึ่งในเงื่อนไขที่สำคัญที่สุดคือการเดินทางเข้าและออกสหรัฐฯ ผ่านทางช่องทางอากาศพาณิชย์เท่านั้น ไม่อนุญาตให้เดินทางผ่านพรมแดนทางบกหรือทางเรือ และไม่มีกระบวนการยื่นขอผ่อนผันอย่างเป็นทางการแถมยังมีข้อยกเว้นที่จำกัดมากๆ ซึ่งจะต้องขึ้นอยู่กับดุลพินิจของเจ้าหน้าที่กงสุลเท่านั้น
แม้กระทรวงการต่างประเทศจะยกย่องว่าโครงการนี้ประสบความสำเร็จอย่างสูงในการบังคับใช้กฎระเบียบ โดยชี้ว่าจำนวนผู้ที่อยู่เกินกำหนดจากกลุ่มประเทศเป้าหมายลดลงอย่างฮวบฮาบจากมากกว่า 45,000 รายในในปีงบประมาณ 2024 เหลือไม่ถึง 50 ราย แต่ตัวเลขดังกล่าวก็สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่ามาตรการนี้ทำหน้าที่สกัดกั้นความต้องการขอวีซ่าไปในตัวด้วยเช่นกัน เนื่องจากสถิติการออกวีซ่า B1/B2 จากกลุ่มประเทศนำร่องดิ่งลงถึง 83% นับถึงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา
ที่มา: Skift
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น