Exploratorium พิพิธภัณฑ์ซานฟรานซิสโกที่เปลี่ยนการเรียนรู้ STEM ให้เป็นสนามเด็กเล่นเชิงวิทยาศาสตร์
พาชมเบื้องหลัง Exploratorium พิพิธภัณฑ์ริมอ่าวซานฟรานซิสโกที่ชวนเด็กและผู้ใหญ่มาเรียนรู้เรื่องยากผ่านการลงมือทำจริง พร้อมทีมนักพัฒนาและศิลปินผู้อยู่เบื้องหลังผลงานจัดแสดงสุดล้ำ

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- Exploratorium ตั้งอยู่บนท่าเรือ Pier 15 ซานฟรานซิสโก ทำหน้าที่เป็นพิพิธภัณฑ์ที่เน้นการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติจริง
- การสร้างสรรค์ผลงานผสานความร่วมมือระหว่างนักพัฒนา นักวิทยาศาสตร์ ศิลปิน และอาสาสมัคร
- มีเวิร์กช็อป Exhibit Development Shop ให้ผู้เข้าชมได้เห็นกระบวนการสร้างและซ่อมแซมชิ้นงานจริง
- ผลงานเด่นอดีตเคยรวมถึงโปรเจกต์ 'Probably Chelsea' ของ Heather Dewey-Hagborg ที่สร้างภาพเหมือนจากดีเอ็นเอ
บนท่าเรือ Pier 15 ในเมืองซานฟรานซิสโก คือที่ตั้งของ Exploratorium พิพิธภัณฑ์ที่ตั้งอยู่ริมอ่าวซึ่งขึ้นชื่อเรื่องความลงตัวระหว่างศิลปะวัฒนธรรมและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี สถานที่แห่งนี้ไม่ใช่พิพิธภัณฑ์ทั่วไปที่มีเพียงชิ้นงานแขวนไว้บนผนังให้ยืนมองด้วยตาเปล่า แต่เป็นสนามเด็กเล่นเชิงการศึกษาที่เปลี่ยนบทเรียนน่าเบื่อให้กลายเป็นการทดลองสนุกสนานที่กระตุ้นความอยากรู้อยากเห็น โดยอาศัยทีมนักพัฒนา นัดวิทยาศาสตร์ ศิลปิน และอาสาสมัคร ในการแปลงหัวข้อวิชา STEM ที่ซับซ้อนให้กลายเป็นพื้นที่แห่งการค้นพบ
ย้อนกลับไปในปี 2014 Heather Dewey-Hagborg ศิลปินในพำนัก (artist-in-residence) ของพิพิธภัณฑ์ เคยถูกติดต่อจากนิตยสาร PAPER ให้สร้างสรรค์ภาพ portrait ของ Chelsea Manning ผู้แฉข้อมูลลับซึ่งในขณะนั้นถูกคุมขังและสามารถสื่อสารกับสื่อผ่านทางไปรษณีย์เท่านั้น ผลงานชิ้นนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากโปรเจกต์ Stranger Visions (2012–2013) ที่เธอสร้างโปรไฟล์ของคนแปลกหน้าจากลำดับดีเอ็นเอ โดยเธอได้อธิบายขั้นตอนการสร้างภาพเหล่านี้กับทางพิพิธภัณฑ์ ตั้งแต่การเรียนรู้การจัดลำดับดีเอ็นเอที่ Genspace ซึ่งเป็นห้องปฏิบัติการชุมชนในบรูกลิน ไปจนถึงการพิมพ์หน้ากากมนุษย์ขนาดเท่าจริงแบบ 3 มิติผ่านอัลกอริทึมที่เธอสร้างขึ้นเอง ซึ่งจัดแสดงในคอลเลกชัน Cells to Self ของพิพิธภัณฑ์

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
นับตั้งแต่ปี 1969 พิพิธภัณฑ์ Exploratorium ได้สร้างสรรค์นิทรรศการแบบสัมผัสได้มาโดยตลอด โดยอาศัยพื้นที่เวิร์กช็อปที่เรียกว่า The Exhibit Development Shop ซึ่งเปิดให้ผู้คนที่เดินผ่านไปมาได้เห็นเครื่องมือและอุปกรณ์ต่างๆ ระหว่างทำงาน ท่ามกลางการเรียนรู้เรื่องการรับรู้และแรงโน้มถ่วง ผู้เข้าชมจะได้เห็นทีมนักพัฒนากำลังสร้างชิ้นงานที่ถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยชิ้นงานทั้งหมดถูกออกแบบให้มีระบบชิ้นส่วนที่สลับสับเปลี่ยนได้เพื่อกระตุ้นให้เกิดการใช้งานจริง
การเปิดพื้นที่ Exhibit Development Shop ให้ผู้เข้าชมมองเห็นกระบวนการทำงานเบื้องหลัง ถือเป็นกลยุทธ์สำคัญที่ช่วยลดระยะห่างระหว่างผู้เข้าชมกับกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ทำให้เห็นว่านวัตกรรมไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นในห้องทดลองปิดตาย แต่เกิดจากการลองผิดลองถูก ประดิษฐ์ และปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสะท้อนปรัชญาหลักของ Exploratorium ที่เชื่อว่าการเรียนรู้ที่ดีที่สุดเกิดขึ้นจากการมีส่วนร่วมโดยตรง
ด้วยผมที่มัดรวบและแว่นตานิรภัย ทีมนักพัฒนาแสดงให้เห็นขั้นตอนการสร้างสรรค์ผลงานด้วยเลื่อยวงเดือน แท่นเจาะ สลิง และช้อนเงินที่จัดเรียงเป็นลายมันดาลา ในการสัมภาษณ์กับทางพิพิธภัณฑ์ Jessica Strick ผู้ทำงานร่วมกับพิพิธภัณฑ์มากว่าสองทศวรรษ ได้กล่าวถึงบทบาทของเธอว่า:
"visitors may be surprised to know that Exhibit Developers not only just come up with the ideas but build them and also maintain them"
Jessica Strick
เธอยังระบุอีกว่าเครื่องตัดเลเซอร์ (laser cutter) คือหนึ่งในเครื่องมือโปรดของเธอในเวิร์กช็อปแห่งนี้ นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมอย่าง Hindes Prototyping Event ที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วม 10 ถึง 12 คนในพิพิธภัณฑ์ได้รับงบประมาณ 300 ดอลลาร์และเวลา 3 วันในการสร้างต้นแบบไอเดียนิทรรศการของตนเอง
บทความชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของโปรเจกต์ PLAY จาก designboom ที่สำรวจแนวคิดเรื่องความสุข จินตนาการ และความสนุกสนานในการออกแบบ สามารถติดตามเรื่องราวเพิ่มเติมได้จากแหล่งข่าวต้นฉบับ
ที่มา: designboom
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น