สามารถ คัดค้านรัฐบาลลงทุนแลนด์บริดจ์เอง ชี้ควรลุย Missing Link คุ้มค่ากว่า
รองนายกรัฐมนตรีระบุผลศึกษาชี้แลนด์บริดจ์ไม่คุ้มค่าและเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม ขณะที่ภาครัฐควรหันมาลุยโครงข่ายรถไฟ Missing Link และพัฒนาท่าเรือเพื่อประโยชน์ที่แท้จริง

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- ผลศึกษาชี้โครงการแลนด์บริดจ์ไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจและมีความเสี่ยงสูง
- นายเอกนิติระบุชัดเจนว่าโครงการดังกล่าวแทบจะพับไปแล้ว
- นายอนุทินมองว่าควรเริ่มจากโครงข่ายรถไฟ Missing Link และปรับปรุงท่าเรือ
- รัฐบาลไม่ควรนำงบประมาณแผ่นดินไปลงทุนในโครงการที่เอกชนไม่กล้าเสี่ยง
อนาคตของโครงการสะพานเศรษฐกิจเชื่อมฝั่งทะเล หรือที่เรียกกันว่าแลนด์บริดจ์ กำลังสั่นคลอนอย่างหนักหลังรัฐบาลส่งสัญญาณชัดเจนว่าโครงการดังกล่าวแทบไม่มีโอกาสเกิดขึ้นจริงในรูปแบบเดิม โดยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยผลการศึกษาที่ระบุว่าโครงการนี้ไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ และยังมีความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมในระดับสูง เมื่อผู้สื่อข่าวถามย้ำว่าเป็นการพับโครงการหรือไม่ นายเอกนิติระบุว่า "ก็จะว่าอย่างนั้นก็ได้" พร้อมเสริมว่าจะมีการพิจารณาสร้างทางรถไฟไปยังท่าเรือระนอง หรือ Missing Link แทน เพื่อเชื่อมต่อไปยังประเทศจีน
ทางด้าน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ให้สัมภาษณ์ในทิศทางเดียวกันว่า รัฐบาลไม่ได้พับโครงการแลนด์บริดจ์โดยเด็ดขาด แต่จะปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยเห็นควรให้เริ่มต้นจากการสร้าง Missing Link หรือโครงข่ายรถไฟที่ยังขาดหาย พร้อมกับปรับปรุงท่าเรือทั้งสองฝั่งควบคู่กันไป เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ที่รวดเร็วกว่า หากในอนาคตมีปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่เอื้ออำนวยหรือมีความจำเป็นจริงๆ จึงค่อยนำแนวคิดแลนด์บริดจ์กลับมาทบทวนใหม่อีกครั้ง

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
หากทำความเข้าใจคำจำกัดความที่แท้จริง แลนด์บริดจ์คือการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศโดยยกตู้คอนเทนเนอร์จากเรือฝั่งหนึ่ง ข้ามแผ่นดินด้วยรถไฟหรือถนน แล้วนำลงเรืออีกฝั่งหนึ่งเพื่อหลีกเลี่ยงการเดินเรืออ้อมช่องแคบ หากเป็นการขนส่งจากระนองไปชุมพรเพื่อจำหน่ายภายในประเทศ จะถือเป็นการขนส่งภายในประเทศเท่านั้น ไม่เข้าข่ายแลนด์บริดจ์สากล โอกาสที่โครงการนี้จะกลับมาจึงค่อนข้างยาก เนื่องจากผลการศึกษาชี้ชัดว่าไม่คุ้มทุน จนไม่สามารถดึงดูดใจภาคเอกชนเข้ามาร่วมลงทุนในมูลค่ามหาศาลนี้ได้ ประกอบกับการแข่งขันของธุรกิจท่าเรือในภูมิภาคที่เปลี่ยนไป สายการเดินเรือส่วนใหญ่ต่างมีเครือข่ายพันธมิตรที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว
การเปลี่ยนผ่านจากแนวคิดเมกะโปรเจกต์อย่างแลนด์บริดจ์มาสู่การพัฒนาโครงข่ายโลจิสติกส์ย่อยอย่าง Missing Link สะท้อนให้เห็นถึงการปรับตัวของภาครัฐที่มุ่งเน้นความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจมหภาคมากกว่าการสร้างความฮือฮาเชิงสัญลักษณ์ การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานประเภทรางและท่าเรือที่มีอยู่แล้วจะช่วยลดความเสี่ยงทางการคลัง และตอบโจทย์การขนส่งสินค้าในประเทศได้ทันที
มีข้อสังเกตที่น่าสนใจว่า หากรัฐบาลเลือกที่จะลงทุนเองแบบค่อยเป็นค่อยไป เริ่มจากการสร้างรถไฟทางคู่ มอเตอร์เวย์ และยกระดับท่าเรือทั้งสองฝั่ง ประเทศไทยจะมีศักยภาพในการเชื่อมโยงสองฝั่งทะเลได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น แม้จะไม่ได้เรียกว่าแลนด์บริดจ์ก็ตาม สิ่งที่ภาครัฐควรให้ความสำคัญเร่งด่วนในลำดับถัดไปคือ การศึกษาหาทำเลที่ตั้งที่เหมาะสมที่สุดสำหรับท่าเรือฝั่งอันดามัน ระหว่างจังหวัดระนองและปากบาราจังหวัดสตูล เพื่อให้การลงทุนทุกบาททุกสตางค์สร้างประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศชาติ
"หน้าที่ของภาครัฐไม่ใช่การพิสูจน์ว่าโครงการขนาดใหญ่ต้องเกิดขึ้นให้ได้ แต่คือการใช้ทรัพยากรของประเทศในโครงการที่ให้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจและสังคมสูงที่สุด"
บทวิเคราะห์และข้อเสนอแนะนโยบายโลจิสติกส์ไทย
ที่มา: Matichon Politics
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น