ข้ามไปเนื้อหาหลัก

นายกฯ กำชับฝ่ายปกครองดูแลชาวบ้านชายแดนใต้ สั่งปราบเข้มยาเสพติดและของเถื่อน

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย สั่งการให้ฝ่ายปกครองบูรณาการทำงานร่วมกับฝ่ายความมั่นคง พร้อมลุยปราบปรามยาเสพติดและสินค้าหนีภาษีอย่างเด็ดขาด ลั่นรัฐบาลชุดนี้ไม่มีนโยบายเคลียร์

เรียบเรียงโดย AI
Inewgen
03 Aug 2026ที่มา: Khaosod Politics4 นาทีอ่าน (0 ครั้ง)อัปเดตล่าสุด 04 Aug 2026
แชร์
นายกฯ กำชับฝ่ายปกครองดูแลชาวบ้านชายแดนใต้ สั่งปราบเข้มยาเสพติดและของเถื่อน

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง

ขนาดตัวอักษร
  • นายกฯ กำชับฝ่ายปกครองดูแลประชาชนในพื้นที่ชายแดนใต้หลังเกิดเหตุยิงตำรวจ สภ.ตากใบ
  • ย้ำรัฐบาลเร่งกวาดล้างยาเสพติดและสินค้าผิดกฎหมายอย่างเต็มที่ ลั่นไม่มีการโทรเคลียร์
  • เตรียมต้อนรับประธานาธิบดีเมียนมาเยือนไทย 6 ส.ค. นี้ ถือฤกษ์ถกปัญหาหมอกควันและยาเสพติด
  • เตรียมเยือนอินโดนีเซียอย่างเป็นทางการ 3-4 ส.ค. นี้ เพื่อหารือด้านเศรษฐกิจและความมั่นคง

เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2569 ณ กระทรวงมหาดไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ออกมาเปิดเผยถึงความคืบหน้าจากกรณีเหตุการณ์คนร้ายใช้อาวุธปืนยิงเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรตากใบ จังหวัดนราธิวาส เมื่อวันที่ 2 สิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลให้มีเจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต โดยระบุว่าขณะนี้ผู้บัญชาการทหารบก รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วยทีมงาน ได้ลงพื้นที่ไปปฏิบัติภารกิจเรียบร้อยแล้ว พร้อมกันนี้ตนได้เน้นย้ำให้ทางฝ่ายปกครองเข้ามาร่วมมือปฏิบัติงานอย่างใกล้ชิดเพื่อดูแลความปลอดภัยและชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านในพื้นที่

นอกเหนือจากประเด็นความรุนแรงจากกลุ่มผู้เห็นต่างแล้ว สถานการณ์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ยังเผชิญกับปัญหาอาชญากรรมอื่นๆ เช่น ขบวนการค้ายาเสพติดและการลักลอบนำ eสินค้าหนีภาษีเข้ามาในประเทศ นายกรัฐมนตรีได้ยืนยันว่ารัฐบาลได้ดำเนินการกวาดล้างในทุกมิติ โดยเฉพาะปัญหาเรื่องยาเสพติดที่กำลังเร่งปราบปรามอย่างจริงจัง พร้อมกันนี้ยังเปิดเผยว่าในวันที่ 6 สิงหาคมนี้ ประธานาธิบดีแห่งประเทศเมียนมา มีกำหนดการเดินทางมาเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ เพื่อหารือร่วมกันในประเด็นสำคัญ ทั้งเรื่องการปราบปรามยาเสพติด ปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างฝุ่นละอองมลพิษ รวมถึงทรัพยากรแร่ธาตุในแม่น้ำ

การเยือนไทยของผู้นำเมียนมาและการประสานความร่วมมือระดับภูมิภาคถือเป็นกลไกสำคัญ เนื่องจากปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ เช่น ยาเสพติดและการค้าของเถื่อนตามแนวชายแดน มักมีเครือข่ายเชื่อมโยงข้ามประเทศ การร่วมมือกันระหว่างรัฐบาลไทยและประเทศเพื่อนบ้านจึงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการตัดวงจรการลำเลียงสินค้าผิดกฎหมายได้ตรงจุดยิ่งขึ้น

เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามถึงมาตรการจัดการกับปัญหาการลักลอบค้าของเถื่อนและยาเสพติดในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ นายอนุทินระบุว่าเจ้าหน้าที่ดำเนินการจับกุมอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา เนื่องจากไม่สามารถล่วงรู้ได้ล่วงหน้าว่าผู้ใดจะกระทำผิดกฎหมาย แต่หากมีผู้ใดกล้าท้าทายอำนาจรัฐ ทางเจ้าหน้าที่จะเข้าจับกุมในทุกกรณี พร้อมยกตัวอย่างผลงานการปฏิบัติการของสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ได้จัดซื้อรถเอ็กซเรย์มาใช้ในการตรวจสอบ โดยอ้างอิงถึงคดีการตรวจยึดสินค้าหนีภาษีมูลค่าสูงที่จังหวัดระนอง ซึ่งมีมูลค่าสูงถึง 200 ถึง 300 ล้านบาท พร้อมส่งคำเตือนถึงผู้กระทำผิดว่าหากคิดจะลองดีก็เตรียมตัวกิจการล่มจมได้เลย

checkpoint border security Thailand

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง

ไม่อยากพลาดข่าวใหม่?

สมัครรับสรุปข่าวสารใหม่ทางอีเมล ไม่บ่อยจนรำคาญ

โฆษณา

ยิ่งไปกว่านั้น นายกรัฐมนตรีได้กล่าวถึงผลการปฏิบัติงานล่าสุดเมื่อวันที่ 1 สิงหาคมที่ผ่านมา ที่เจ้าสามารถจับกุมขบวนการลักลอบสินค้าเถื่อนได้ที่จังหวัดชุมพร ซึ่งยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบว่ามีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายอื่นหรือไม่ พร้อมให้ความเชื่อมั่นอย่างหนักแน่นว่า รัฐบาลชุดนี้ไม่มีนโยบายยอมให้มีการเจรจาต่อรองหรือวิ่งเต้นใดๆ ทั้งสิ้น โดยที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วนได้แสดงให้เห็นแล้วว่าไม่สามารถโทรศัพท์มาขอเคลียร์คดีได้ ส่งผลให้ผู้ที่พยายามโทรมาวิ่งเต้นต้องหน้าแตกกลับไปหลายรายแล้ว

200-300ล้านมูลค่าของเถื่อนที่ จ.ระนอง

สำหรับเหตุการณ์ปะทะล่าสุดที่เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดยะลาในช่วงเช้าของวันที่ 3 สิงหาคม นายกฯ ระบุว่าได้รับรายงานเหตุการณ์ทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว โดยย้ำว่ามีหน่วยงานที่รับผิดชอบเฉพาะกิจคอยกำกับดูแลตามนโยบายและข้อสั่งการที่เน้นย้ำให้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังในการระงับยับยั้งเหตุการณ์ ตลอดจนป้องกันและปราบปรามผู้กระทำผิดกฎหมายอย่างเด็ดขาด พร้อมระบุว่าประชาชนไม่ต้องสอบถามความคืบหน้ามายังรัฐบาลส่วนกลางโดยตรง เนื่องจากอำนาจและการบริหารจัดการทั้งหมดถูกกระจายไปยังหน่วยปฏิบัติการในพื้นที่เรียบร้อยแล้ว

ในส่วนของกระบวนการพูดคุยสันติสุขที่ถูกเลื่อนออกไป นายอนุทินมองว่ากระบวนการเจรจาก็ให้ดำเนินการพูดคุยกันไปตามขั้นตอน ในขณะที่ภารกิจด้านการปราบปรามผู้กระทำผิดก็ต้องดำเนินการควบคู่กันไปอย่างไม่หยุดยั้ง นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังได้กล่าวถึงกำหนดการเดินทางเยือนสาธารณรัฐอินโดนีเซียอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 3 ถึง 4 สิงหาคมนี้ ว่าทุกประเด็นที่หยิบยกขึ้นมาหารือล้วนมีความสำคัญ ทั้งด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง รวมถึงความร่วมมือในมิติต่างๆ ที่มีความเกี่ยวพันกับปัญหาในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ ซึ่งจะต้องนำมาพูดคุยร่วมกันเพื่อหาแนวทางปฏิบัติที่เหมาะสมต่อไป

ที่มา: Khaosod Politics

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น
0/2000

พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้