ข้ามไปเนื้อหาหลัก

ข่าวดีผู้ซื้อบ้านคนแรก! กฎใหม่เปิดทางกู้ซื้อบ้านได้สูงถึง 6-7 เท่าของรายได้

การผ่อนคลายกฎระเบียบการปล่อยสินเชื่อทำให้ผู้ซื้อบ้านหลังแรกสามารถกู้เงินได้สูงสุดถึง 6 หรือ 7 เท่าของรายได้ต่อปี ท่ามกลางราคาบ้านและค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้น

เรียบเรียงโดย AI
Inewgen
03 Aug 2026ที่มา: BBC Business4 นาทีอ่าน (0 ครั้ง)อัปเดตล่าสุด 04 Aug 2026
แชร์
ข่าวดีผู้ซื้อบ้านคนแรก! กฎใหม่เปิดทางกู้ซื้อบ้านได้สูงถึง 6-7 เท่าของรายได้

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง

ขนาดตัวอักษร
  • ราคาบ้านเฉลี่ยพุ่งเกือบ 300,000 ปอนด์ ทำให้การเก็บเงินดาวน์เป็นเรื่องยากยิ่ง
  • กฎเกณฑ์ใหม่และสินเชื่อที่ยืดหยุ่นยอมให้กู้ซื้อบ้านได้สูงสุด 6 ถึง 7 เท่าของรายได้
  • ผู้กู้ยังคงต้องผ่านเกณฑ์เครดิตและเงินเดือนที่เข้มงวดเพื่อความปลอดภัยทางการเงิน

การก้าวเข้าสู่ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในฐานะผู้ซื้อบ้านหลังแรกมักจะเต็มไปด้วยอุปสรรค โดยเฉพาะในยุคที่ค่าครองชีพพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง การเก็บเงินเพื่อวาง deposit หรือเงินดาวน์กลายเป็นภารกิจที่ยากลำบาก เนื่องจากราคาบ้านเฉลี่ยในปัจจุบันพุ่งขึ้นไปเกือบ 300,000 ปอนด์ ประกอบกับอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านชุดใหม่ที่ปรับตัวสูงขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ความฝันที่จะมีบ้านหลังแรกดูไกลเกินเอื้อมสำหรับหลายๆ คน

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์และการปล่อยสินเชื่อที่มีความยืดหยุ่นมากขึ้นในรอบปีที่ผ่านมา อาจเป็นทางออกสำคัญที่ช่วยให้ผู้บริโภคเข้าใกล้เป้าหมายได้เร็วขึ้น โดยสถาบันการเงินบางแห่ง เช่น ผู้ให้บริการสินเชื่อเฉพาะกลุ่มและสมาคมอาคารอสังหาริมทรัพย์ เปิดโอกาสให้ผู้ซื้อบ้านสามารถกู้เงินได้สูงสุดถึง 6 เท่า หรือในกรณีสูงสุดคือ 7 เท่าของรายได้ต่อปี ซึ่งถือเป็นการขยับตัวครั้งใหญ่จากกรอบเดิมในอดีต

£300,000ราคาบ้านเฉลี่ยในปัจจุบัน
6-7xวงเงินกู้สูงสุดเทียบกับรายได้

ย้อนกลับไปในช่วงวิกฤตการเงินปี 2008 การปล่อยสินเชื่อบ้านอย่างไร้ความระมัดระวังเคยถูกมองว่าเป็นต้นเหตุที่ทำให้ระบบธนาคารสั่นคลอน ในปี 2014 อดีตเลขาธิการธุรกิจ Vince Cable เคยแสดงความกังวลอย่างมากเมื่อพบว่าผู้ให้บริการบางรายปล่อยกู้ที่ระดับ 5 เท่าของรายได้ และเสนอว่าระดับที่มั่นคงควรอยู่ที่ราว 3.5 เท่าเท่านั้น ทว่าราคาบ้านที่เติบโตเร็วกว่าอัตราค่าจ้างมาโดยตลอด ทำให้วงเงินกู้ที่สูงขึ้นกลายเป็นทางเลือกเดียวที่เหลืออยู่สำหรับผู้ซื้อจำนวนมาก

ในอดีต หน่วยงานกำกับดูแลเคยจำกัดเพดานว่าสถาบันการเงินสามารถปล่อยสินเชื่อที่มีอัตราส่วนเงินกู้ต่อรายได้สูงกว่า 4.5 เท่าได้เพียง 15% ของสินเชื่อใหม่ทั้งหมดเท่านั้น ธนาคารรายใหญ่ส่วนใหญ่จึงเลือกที่จะระมัดระวังตัวและรักษาระยะห่างจากเพดานดังกล่าว แต่ปัจจุบันข้อจำกัดเหล่านั้นได้รับการผ่อนคลายลง ทำให้ผู้ให้บริการหลายรายกล้าที่จะนำเสนอวงเงินกู้ที่สูงขึ้นเพื่อดึงดูดลูกค้า

"แต่มันก็น่าดึงดูดใจสำหรับหลายๆ คน เพราะมันเปิดโอกาสให้พวกเขาหลุดพ้นจากการเช่าบ้านหรือการอาศัยอยู่กับพ่อแม่"

Aaron Strutt จากโบรกเกอร์ Trinity Financial

house keys mortgage contract

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง

ไม่อยากพลาดข่าวใหม่?

สมัครรับสรุปข่าวสารใหม่ทางอีเมล ไม่บ่อยจนรำคาญ

โฆษณา

บริบทเพิ่มเติม: การขยายวงเงินกู้สูงสุดถึง 6-7 เท่าของรายได้แม้จะช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงสินเชื่อ แต่อัตราส่วนหนี้สินต่อรายได้ที่สูงขึ้นก็หมายถึงภาระการผ่อนชำระรายเดือนที่หนักหน่วงเช่นกัน ในทางเศรษฐศาสตร์ การผ่อนคลายมาตรการ LTI (Loan-to-Income) มักเกิดขึ้นเพื่อกระตุ้นตลาดอสังหาริมทรัพย์ในยามที่กำลังซื้อชะลอตัว แต่ผู้ซื้อจำเป็นต้องประเมินความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ยลอยตัวและเสถียรภาพทางอาชีพของตนเองในระยะยาวอย่างรอบคอบ

แม้ว่าโอกาสในการกู้เงินจะกว้างขึ้น แต่ผู้ซื้อบ้านหลังแรกยังคงต้องเผชิญกับเกณฑ์การคัดกรองที่เข้มงวดจากสถาบันการเงิน ซึ่งประกอบด้วยเงื่อนไขสำคัญดังต่อไปนี้:

  • ประวัติเครดิตที่ดี มีหนี้บัตรสินเชื่อคงค้างน้อย และไม่มีประวัติการผิดนัดชำระหนี้
  • มีรายได้ประจำที่สม่ำเสมอ ซึ่งทำให้ผู้ประกอบอาชีพอิสระส่วนใหญ่เข้าถึงได้ยากขึ้น
  • ระดับเงินเดือนที่สูงพอจะผ่านเกณฑ์ของสินเชื่อแต่ละประเภท ซึ่งจะแตกต่างกันไปตามนโยบายของผู้ให้กู้แต่ละแห่ง
  • ความยินยอมในการรับอัตราดอกเบี้ยแบบคงที่ระยะยาว เช่น 5 ปีหรือ 10 ปี แทนที่จะเป็นสัญญา 2 ปี
  • เงินออมที่เพียงพอสำหรับวางเงินดาวน์ แม้ว่าปัจจุบันจะมีตัวเลือกสินเชื่อสำหรับคนที่มีเงินดาวน์น้อยเพิ่มขึ้นก็ตาม

นอกจากนี้ สถานการณ์รอบตัวสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา เช่น เมื่อครบกำหนดรีไฟแนนซ์หรือมองหาสินเชื่อใหม่หลังจากผ่านไป 5 ปี หากแนวโน้มเศรษฐกิจย่ำแย่ลง สถาบันการเงินก็อาจกลับมาเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่ออีกครั้ง รวมถึงปัจจัยส่วนบุคคล เช่น การตกงาน การลาออกเพื่อดูแลบุคคลอันเป็นที่รัก หรือปัญหาส่วน Aaron Strutt แนะนำว่าการมีเงินสำรองกสดหรือแผนสำรองสำหรับเหตุไม่คาดฝันจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

ที่มา: BBC Business

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น
0/2000

พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้