รีวิว Beast of Reincarnation เกมแอ็กชันใหม่จาก Game Freak ที่ยังหาตัวตนไม่เจอ
ผลงานเกมแอ็กชันฟอร์มยักษ์นอกซีรีส์ Pokémon ของ Game Freak เต็มไปด้วยไอเดียคุ้นตาและยังขาดความสดใหม่

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- Game Freak เปิดตัวเกมแอ็กชันใหม่นอกซีรีส์ Pokémon ในชื่อ Beast of Reincarnation
- เนื้อเรื่องเซ็ตฉาก 2,000 ปีในอนาคตที่ญี่ปุ่นยุคหลังหายนะผสานระหว่างไซไฟและเวทมนตร์
- ระบบต่อสู้โดดเด่นด้วยตัวละครเอก Emma ที่ใช้พลังเส้นผมและสุนัขเวทมนตร์คู่ใจ
- ข้อเสียคือโลกภายในเกมเก็บงำความลับมากเกินไปจนกลายเป็นความน่าหงุดหงิด
ค่ายเกมผู้สร้าง Pokémon อย่าง Game Freak มักจะมีความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ อยู่เสมอ แม้ว่าสตูดิโอแห่งนี้จะปล่อยภาคหลักออกมาด้วยความแม่นยำราวจักรกล แต่ก็ยังเคยสร้างผลงานทดลองแปลกๆ เช่น เกมแอ็กชันช้างติดอาวุธ หรือเกมแข่งม้าผสมการ์ด ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่าพวกเขามีศักยภาพมากกว่าการสร้างแค่สิ่งมีชีวิตพกพา นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไม Beast of Reincarnation ถึงน่าสนใจ เพราะนี่คือสตูดิโอระดับตำนานที่ก้าวออกจากกรอบเดิมเพื่อทำเกมแอ็กชันฟอร์มยักษ์ น่าเสียดายที่ไอเดียใหม่ๆ ค่อนข้างหายากในเกมนี้ และนอกเหนือจากระบบต่อสู้ที่คล่องตัวแล้ว แทบไม่มีอะไรที่ผู้เล่นไม่เคยเห็นมาก่อน
เหตุการณ์ใน Beast of Reincarnation เกิดขึ้นในอนาคตอีก 2,000 ปีข้างหน้า ณ ประเทศญี่ปุ่นในยุคหลังหายนะที่ผสมผสานระหว่างวิทยาศาสตร์และเวทมนตร์ มนุษย์ยังคงมีชีวิตอยู่แม้ว่าหลายคนจะย้ายจิตสำนึกไปอยู่ในร่างโกเลมจักรกลเพื่อเอาชีวิตรอดจากภัยพิบัติ แต่ปัญหาที่แท้จริงคือโรคระบาดปริศนาที่เข้าเล่นงานธรรมชาติจนกลายสภาพเป็นสัตว์ประหลาดกลายพันธุ์ดุร้าย และดูเหมือนว่านี่คือลางบอกเหตุการกลับมาของอสูรกายไร้เทียมทาน ผู้เล่นจะได้รับบทเป็นทหารรับจ้างเร่ร่อนนามว่า Emma ผู้มีความสามารถในการดูดซับพลังจากกลายพันธุ์ที่พ่ายแพ้ และเธอต้องออกเดินทางเพื่อเพิ่มพลังก่อนจะจัดการอสูรกายตัวนั้นให้สิ้นซาก

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
นี่ไม่ใช่การตั้งค่าที่แย่สำหรับเกมแอ็กชัน เพราะมันมอบเหตุผลให้ผู้เล่นต้องก้าวไปข้างหน้า Emma ออกตามล่าสัตว์ประหลาดตัวใหญ่เพื่อนำพลังมาพัฒนาตัวเองก่อนเผชิญหน้าภารกิจสุดท้าย ตัวเกมไม่ได้เป็นแบบโอเพนเวโลก แต่ถูกแบ่งออกเป็นพื้นที่ขนาดใหญ่หลายแห่งให้เดินทางไปตามเรื่องราว จุดเด่นที่สุดของเกมคือระบบการต่อสู้ Emma เป็นซามูไรความเร็วสูงที่ถือดาบและธนูหลากหลายชนิด ช่วงแรกเกมอาจดูคล้าย Dark Souls หรือ Elden Ring ที่เน้นการหลบหลีกและปัดป้องแบบผิดพลาดไม่ได้ แต่เมื่อปลดล็อกพลังใหม่ ระบบจะเปลี่ยนไปเล็กน้อย ความสามารถพิเศษของเธอคือการงอกเถาวัลย์และพืชพรรณจากเส้นผม ซึ่งฟังดูแปลกแต่มันมีประโยชน์อย่างมาก เธอนามารถสร้างสะพานข้ามเหวหรือใช้เส้นผมเป็นตะขอเกี่ยวเพื่อขึ้นที่สูงได้ นอกจากนี้ยังมีสุนัขเวทมนตร์ยักษ์แสนน่ารักคอยช่วยเหลือทั้งเรื่องต่อสู้และเก็บของ
การที่สตูดิโออย่าง Game Freak ตัดสินใจก้าวออกจากคอมфорตโซนของซีรีส์ RPG ターン制 (Turn-based) มาทำเกมแอ็กชันสามมิติเต็มตัว ถือเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ในอุตสาหกรรมเกม แม้ว่าผลงานก่อนหน้าอย่างเกมอินดี้หรือโปรเจกต์ทดลองจะพอมีให้เห็น แต่งานชิ้นนี้ถือเป็นความพยายามครั้งสำคัญในการเจาะตลาดเกมคอนโซลระดับบล็อกบัสเตอร์ ซึ่งการผสมผสานกลิ่นอายความยากสไตล์โซลส์ไลก์เข้ากับเอกลักษณ์เฉพาะตัว จึงเป็นโจทย์ยากในการสร้างความสมดุลระหว่างความคุ้นเคยของผู้เล่นเดิมและความแปลกใหม่ที่นักวิจารณ์คาดหวัง
พลังของ Emma มีประโยชน์อย่างมากในการต่อสู้ ค่อยๆ ได้รับความสามารถที่ช่วยให้เคลื่อนไหวรวดเร็วบนสนามรบ ใช้เส้นผมเข้าประชิดศัตรู โจมตีจากด้านบน หรือร่วมมือกับสุนัขคู่ใจเพื่อโจมตีครั้งใหญ่ เส้นผมของเธอยังช่วยเรื่องการลอบเร้น โดยปลดล็อกสกิลที่ทำให้พืชสูงงอกขึ้นมาทุกครั้งที่เธอย่อตัว ให้การปกปิดชั่วคราวก่อนสังหารเงียบ แม้ต้องใช้เวลาสักสองสามชั่วโมงเพื่อให้ระบบเปิดกว้าง แต่สุดท้ายการต่อสู้ใน Beast ก็มีอิสระและความคิดสร้างสรรค์ซ่อนอยู่
อย่างไรก็ตาม สิ่งเดียวกันนี้กลับใช้ไม่ได้กับส่วนอื่นของเกม ในตอนแรกโลกหลังหายนะของ Beast น่าติดตามเพราะเต็มไปด้วยความปริศนา ผู้เล่นแทบไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของโลก แต่กลับมีเบาะแสความสัมพันธ์ที่น่าสนใจ เช่น เครื่องจักรที่มีวิญญาณมนุษย์และวิวัฒนาการที่ต่างจากมนุษย์เนื้อหนัง แต่วิธีการนำเสนอความน่าค้นหานี้กลับถูกผลักดันไปจนถึงจุดที่น่าหงุดหงิด ทุกสิ่งในเกมเต็มไปด้วยปริศนา ทั้งสภาพแวดล้อม ตัวของ Emma สหายร่วมทางมนุษย์สองคน สุนัขยักษ์ เด็กหญิงตัวเล็กที่มองเห็นได้แค่ Emma คนเดียว รวมถึงนักสู้เร่ร่อนคนอื่นๆ ที่เธอพบเจอระหว่างทาง
ที่มา: The Verge
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น