ข้ามไปเนื้อหาหลัก

นายกฯ ดัน 4 ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจไทย-อินโดนีเซีย ตั้งเป้าการค้า 2.3 หมื่นล้านดอลลาร์

นายกรัฐมนตรีนำทัพพบภาคเอกชนอินโดนีเซีย เสนอยกระดับความสัมพันธ์สู่หุ้นส่วนร่วมสร้าง พร้อมชู 4 ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ ตั้งเป้าดันมูลค่าการค้าแตะ 23,000 ล้านดอลลาร์

เรียบเรียงโดย AI
Inewgen
04 Aug 2026ที่มา: Matichon Politics3 นาทีอ่าน (0 ครั้ง)
แชร์
นายกฯ ดัน 4 ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจไทย-อินโดนีเซีย ตั้งเป้าการค้า 2.3 หมื่นล้านดอลลาร์

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง

ขนาดตัวอักษร
  • นายกฯ หนุนไทย-อินโดนีเซียยกระดับจากคู่ค้าสู่หุ้นส่วนร่วมสร้าง
  • ตั้งเป้ามูลค่าการค้าระหว่างกันให้ถึง 23,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
  • ชู 4 ยุทธศาสตร์หลัก ครอบคลุมอาหาร ฮาลาล โลจิสติกส์ การเงิน และพลังงานเขียว
  • ภาคเอกชนขานรับการเยือนอินโดนีเซียครั้งแรกในรอบ 15 ปี

นายกรัฐมนตรีเดินทางเยือนประเทศอินโดนีเซียและเปิดเวทีธุรกิจไทย-อินโดนีเซีย โดยมุ่งเน้นการผลักดันความร่วมมือทางเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมขอบคุณ Kadin Indonesia และหอการค้าไทยในอินโดนีเซียที่ร่วมประสานความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนเข้าด้วยกัน ผู้นำไทยระบุว่าทั้งสองประเทศควรเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานระหว่างแผ่นดินใหญ่และหมู่เกาะเข้าด้วยกัน โดยใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตสำคัญ ขณะที่อินโดนีเซียทำหน้าที่เป็นตลาดขนาดใหญ่และประตูเศรษฐกิจทางทะเล

จากการหารือร่วมกับประธานาธิบดีปราโบโว ซูบียันโต เมื่อวันก่อน ทั้งสองฝ่ายมองตรงกันว่าท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก การรวมตัวกันอย่างลึกซึ้งภายในประชาคมอาเซียนไม่ใช่เพียงทางเลือก แต่เป็นความจำเป็นเร่งด่วนที่ไทยและอินโดนีเซียต้องร่วมมือกันเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก

$23Bเป้ามูลค่าการค้า
350Mประชากรรวมสองประเทศ

ปัจจุบันมูลค่าการค้าระหว่างสองประเทศอยู่ที่เกือบ 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีประชากรรวมกันกว่า 350 ล้านคน ซึ่งแสดงถึงกำลังซื้อและตลาดขนาดใหญ่ที่มีศักยภาพเติบโตสูง เป้าหมายในระยะต่อไปจึงต้องก้าวข้ามกรอบการค้าแบบเดิมไปสู่การลงทุนร่วมและการพัฒนาเทคโนโลยี

economic cooperation handshake conference

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง

ในการประชุมครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้เสนอ 4 ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจสำคัญเพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือ ได้แก่:

ไม่อยากพลาดข่าวใหม่?

สมัครรับสรุปข่าวสารใหม่ทางอีเมล ไม่บ่อยจนรำคาญ

โฆษณา

  • ความมั่นคงทางอาหารและฮาลาล: พัฒนาห่วงโซ่คุณค่าฮาลาลแบบครบวงจร ยกระดับมาตรฐานการรับรองเพื่อเจาะตลาดโลก
  • โลจิสติกส์ คมนาคม และดิจิทัล: ลดต้นทุนการค้า เชื่อมโครงสร้างพื้นฐาน พร้อมสนับสนุนเส้นทางบินใหม่ เช่น กรุงเทพฯ-จาการ์ตา และภูเก็ต-บาหลี
  • การเงินและเศรษฐกิจดิจิทัล: ต่อยอดความร่วมมือธนาคารไทยในอินโดนีเซีย และเชื่อมระบบชำระเงิน PromptPay-QRIS
  • พลังงานและเศรษฐกิจสีเขียว: ร่วมมือด้านพลังงานสะอาดเพื่อรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น EV, AI และดาต้าเซ็นเตอร์

“ขอให้เวทีนี้เป็นจุดเริ่มต้นของโอกาสใหม่ ที่แปรวิสัยทัศน์ให้เป็นการลงทุนจริง และความร่วมมือที่จับต้องได้”

นายกรัฐมนตรี

การเยือนอินโดนีเซียครั้งนี้ถือเป็นหมุดหมายสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ เนื่องจากอินโดนีเซียเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในอาเซียนและมีประชากรมากที่สุดในภูมิภาค การเชื่อมโยงระบบชำระเงินดิจิทัลอย่าง PromptPay-QRIS และการผลักดันห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น รถยนต์ไฟฟ้า (EV) และศูนย์ข้อมูล (Data Center) จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอาเซียนในเวทีโลกท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์

ด้านภาคเอกชนของอินโดนีเซียได้กล่าวขอบคุณและแสดงความยินดีต่อการเดินทางมาเยือนในรอบ 15 ปี พร้อมเชื่อมั่นว่าความร่วมมือในทุกระดับ ทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชน จะช่วยให้อาเซียนมีอำนาจต่อรองในระดับภูมิภาค พร้อมชูจุดเด่นด้านอุตสาหกรรมฮาลาลและการเชื่อมต่อดิจิทัลที่จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้แก่ผู้ประกอบการขนาดกลางและย่อม (SME)

ที่มา: Matichon Politics

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น
0/2000

พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้