นายกฯ ดัน 4 ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจไทย-อินโดนีเซีย ตั้งเป้าการค้า 2.3 หมื่นล้านดอลลาร์
นายกรัฐมนตรีนำทัพพบภาคเอกชนอินโดนีเซีย เสนอยกระดับความสัมพันธ์สู่หุ้นส่วนร่วมสร้าง พร้อมชู 4 ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ ตั้งเป้าดันมูลค่าการค้าแตะ 23,000 ล้านดอลลาร์

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- นายกฯ หนุนไทย-อินโดนีเซียยกระดับจากคู่ค้าสู่หุ้นส่วนร่วมสร้าง
- ตั้งเป้ามูลค่าการค้าระหว่างกันให้ถึง 23,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
- ชู 4 ยุทธศาสตร์หลัก ครอบคลุมอาหาร ฮาลาล โลจิสติกส์ การเงิน และพลังงานเขียว
- ภาคเอกชนขานรับการเยือนอินโดนีเซียครั้งแรกในรอบ 15 ปี
นายกรัฐมนตรีเดินทางเยือนประเทศอินโดนีเซียและเปิดเวทีธุรกิจไทย-อินโดนีเซีย โดยมุ่งเน้นการผลักดันความร่วมมือทางเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมขอบคุณ Kadin Indonesia และหอการค้าไทยในอินโดนีเซียที่ร่วมประสานความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนเข้าด้วยกัน ผู้นำไทยระบุว่าทั้งสองประเทศควรเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานระหว่างแผ่นดินใหญ่และหมู่เกาะเข้าด้วยกัน โดยใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตสำคัญ ขณะที่อินโดนีเซียทำหน้าที่เป็นตลาดขนาดใหญ่และประตูเศรษฐกิจทางทะเล
จากการหารือร่วมกับประธานาธิบดีปราโบโว ซูบียันโต เมื่อวันก่อน ทั้งสองฝ่ายมองตรงกันว่าท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก การรวมตัวกันอย่างลึกซึ้งภายในประชาคมอาเซียนไม่ใช่เพียงทางเลือก แต่เป็นความจำเป็นเร่งด่วนที่ไทยและอินโดนีเซียต้องร่วมมือกันเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก
ปัจจุบันมูลค่าการค้าระหว่างสองประเทศอยู่ที่เกือบ 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีประชากรรวมกันกว่า 350 ล้านคน ซึ่งแสดงถึงกำลังซื้อและตลาดขนาดใหญ่ที่มีศักยภาพเติบโตสูง เป้าหมายในระยะต่อไปจึงต้องก้าวข้ามกรอบการค้าแบบเดิมไปสู่การลงทุนร่วมและการพัฒนาเทคโนโลยี

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
ในการประชุมครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้เสนอ 4 ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจสำคัญเพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือ ได้แก่:
- ความมั่นคงทางอาหารและฮาลาล: พัฒนาห่วงโซ่คุณค่าฮาลาลแบบครบวงจร ยกระดับมาตรฐานการรับรองเพื่อเจาะตลาดโลก
- โลจิสติกส์ คมนาคม และดิจิทัล: ลดต้นทุนการค้า เชื่อมโครงสร้างพื้นฐาน พร้อมสนับสนุนเส้นทางบินใหม่ เช่น กรุงเทพฯ-จาการ์ตา และภูเก็ต-บาหลี
- การเงินและเศรษฐกิจดิจิทัล: ต่อยอดความร่วมมือธนาคารไทยในอินโดนีเซีย และเชื่อมระบบชำระเงิน PromptPay-QRIS
- พลังงานและเศรษฐกิจสีเขียว: ร่วมมือด้านพลังงานสะอาดเพื่อรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น EV, AI และดาต้าเซ็นเตอร์
“ขอให้เวทีนี้เป็นจุดเริ่มต้นของโอกาสใหม่ ที่แปรวิสัยทัศน์ให้เป็นการลงทุนจริง และความร่วมมือที่จับต้องได้”
นายกรัฐมนตรี
การเยือนอินโดนีเซียครั้งนี้ถือเป็นหมุดหมายสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ เนื่องจากอินโดนีเซียเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในอาเซียนและมีประชากรมากที่สุดในภูมิภาค การเชื่อมโยงระบบชำระเงินดิจิทัลอย่าง PromptPay-QRIS และการผลักดันห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น รถยนต์ไฟฟ้า (EV) และศูนย์ข้อมูล (Data Center) จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอาเซียนในเวทีโลกท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์
ด้านภาคเอกชนของอินโดนีเซียได้กล่าวขอบคุณและแสดงความยินดีต่อการเดินทางมาเยือนในรอบ 15 ปี พร้อมเชื่อมั่นว่าความร่วมมือในทุกระดับ ทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชน จะช่วยให้อาเซียนมีอำนาจต่อรองในระดับภูมิภาค พร้อมชูจุดเด่นด้านอุตสาหกรรมฮาลาลและการเชื่อมต่อดิจิทัลที่จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้แก่ผู้ประกอบการขนาดกลางและย่อม (SME)
ที่มา: Matichon Politics
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น