พ่อแม่จีนทุ่มหลักหมื่นส่งลูกเรียนการเงิน ปั้นเซียนหุ้นตัวจิ๋วท่ามกลางแข่งขันดุ
กระแสส่งเด็กจีนเรียนค่ายการเงินราคาเริ่มต้น 60,000 บาทกำลังฮิต เพื่อปั้นเป็น Warren Buffett รุ่นจิ๋ว ท่ามกลางความกังวลเรื่องอัตราว่างงานของคนหนุ่มสาว

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- พ่อแม่จีนแห่ส่งลูกเรียนค่ายการเงิน ค่าใช้จ่ายเริ่ม 12,800 หยวน หรือราว 60,000 บาท
- หลักสูตรเน้นจำลองตลาดหุ้น ตั้งแผงขายของ และทำแผนธุรกิจพรีเซนต์เป็นภาษาอังกฤษ
- เสียงแตกมีทั้งมุมมองเชิงบวกเรื่องวินัยและมุมมองกังวลว่าเด็กจะมองทุกอย่างเป็นเงินทอง
- ตลาดแรงงานวัยรุ่นจีนแข่งดุเดือด มีอัตราว่างงานเกือบ 15% เป็นแรงผลักดันหลัก
กระแสความนิยมส่งบุตรหลานเข้าค่ายพัฒนาทักษะการเงินในประเทศจีนกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยมีเป้าหมายเพื่อปลูกฝังความรู้ด้านการลงทุน การทำธุรกิจ และวิธีหาเงินตั้งแต่วัยเด็ก จนเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าจีนกำลังสร้างกลุ่มคนที่ถูกขนานนามว่าเป็น 'Warren Buffett รุ่นจิ๋ว' ขึ้นมาจริง ๆ หรือไม่
หลักสูตรยอดนิยมเหล่านี้ส่วนใหญ่ใช้ระยะเวลาอบรมประมาณ 7-10 วัน โดยมีอัตราค่าใช้จ่ายเริ่มต้นอยู่ที่ 12,800 หยวน หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 60,000 บาทต่อคน ซึ่งผู้ปกครองจำนวนมากต้องยอมจองคิวล่วงหน้ายาวนานหลายเดือน เนื้อหาหลักเน้นการสร้างชุดความคิดหรือ mindset ที่ว่า 'ความจนเป็นเรื่องของวิธีคิดไม่ใช่เรื่องของฐานะ' พร้อมทั้งปูพื้นฐานการบริหารจัดการเงินทองและการทำธุรกิจเบื้องต้น
การเรียนการสอนเน้นการปฏิบัติจริงผ่านสถานการณ์จำลองหลากหลายรูปแบบ เช่น การจำลองซื้อขายในตลาดหุ้น การเข้าร่วมประชุมในฐานะนักลงทุน และใช้เหรียญโทเคนแทนเงินสดในการซื้อขายสินค้า โดยเด็ก ๆ จำเป็นต้องคำนวณและสรุปผลกำไรขาดทุนของตนเองในทุก ๆ วัน นอกจากนี้ยังมีการพาเด็กออกไปลงพื้นที่จริงเพื่อฝึกหาช่องทางสร้างรายได้ ทดลองตั้งแผงขายของริมถนน หัดจัดทำบัญชีรายรับรายจ่าย เขียนแผนธุรกิจ และฝึกซ้อมพรีเซนต์งานเป็นภาษาอังกฤษให้กับนักลงทุนจำลอง เสมือนการระดมทุนในโลกธุรกิจจริง รวมไปถึงหลักสูตรระดับสูงที่เจาะลึกด้านภาวะผู้นำและธุรกิจสายเทคโนโลยีหรือวิทยาศาสตร์ โดยมีผู้เชี่ยวชาญและอาจารย์ด้านการเงินตัวจริงมารับหน้าที่ผู้สอน
ปรากฏการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความวิตกกังวลอย่างลึกซึ้งของชนชั้นกลางในจีนต่อความมั่นคงในอนาคตของลูกหลาน เมื่อโครงสร้างเศรษฐกิจและการจ้างงานเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็ว การเตรียมความพร้อมตั้งแฮกตาร์หรือวัยประถมจึงไม่ใช่แค่เรื่องของความร่ำรวย แต่เป็นกลไกการเอาตัวรอดในสังคมที่มีการแข่งขันสูงลิ่ว

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
อย่างไรก็ตาม เหรียญย่อมมีสองด้านเสมอ ฝั่งผู้ปกครองที่เห็นชอบระบุว่าบุตรหลานมีพัฒนาการในทางที่ดีขึ้น มีความตั้งใจและมีเป้าหมายในการหาเงินชัดเจนขึ้น แต่ในทางกลับกัน ผู้ปกครองบางส่วนกลับเผชิญกับผลข้างเคียงที่ไม่คาดคิด เมื่อเด็ก ๆ เริ่มตีค่าทุกอย่างเป็นผลตอบแทนทางการเงิน เช่น การเรียกเก็บเงินรางวัลเมื่อทำคะแนนสอบได้ดี หรือขอรับค่าจ้างเวลาช่วยเหลืองานบ้านเล็ก ๆ น้อย ๆ
คุณแม่ของเด็กชายวัย 7 ขวบรายหนึ่งแสดงจุดยืนชัดเจนว่าเธอปฏิเสธที่จะส่งลูกชายเข้าร่วมค่ายเหล่านี้ เนื่องจากมองว่าเนื้อหาที่สอนยังห่างไกลจากความจริง และไม่ได้สะท้อนให้เห็นว่าความสำเร็จต้องแลกมาด้วยความยากลำบาก เธอยกตัวอย่างข้อมูลสถิติระดับโลกที่ระบุว่าธุรกิจสตาร์ทอัพกว่า 90% ต้องล้มเหลว แต่ค่ายอบรมกลับทำให้การหาเงินดูเป็นเรื่องง่ายดายเกินไป และสิ่งที่เด็กได้รับอาจเป็นเพียงการเล่นบทบาทสมมติมากกว่าการเผชิญความจริงอันโหดร้าย
ความบูมของค่ายลักษณะนี้มีรากฐานมาจากความกังวลด้านเศรษฐกิจ แม้ตัวเลขการว่างงานในภาพรวมของประเทศจะอยู่ที่ราว 5% แต่เมื่อเจาะลึกเฉพาะกลุ่มคนหนุ่มสาวและวัยเริ่มทำงาน ตัวเลขกลับพุ่งสูงเกือบ 15% ภาวะการแข่งขันในตลาดแรงงานที่ดุเดือดและหาตำแหน่งงานได้ยาก ทำให้พ่อแม่ต้องเร่งติดอาวุธทางปัญญาด้านการเงินให้ลูกได้รับความได้เปรียบตั้งแต่วัยเยาว์ แม้ว่าสังคมจะยังคงถกเถียงกันว่านี่คือการสร้างวินัยหรือเป็นดาบสองคมที่ทำให้เด็กมองทุกอย่างเป็นเงินเป็นทองก็ตาม
ที่มา: Techsauce
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น