แผนกู้วิกฤต Lucid ตั้งเป้าประหยัดเงิน 1.4 พันล้านดอลลาร์ พร้อมลุยโปรเจกต์รถแท็กซี่ไร้คนขับ
ซีอีโอคนใหม่ของ Lucid ประกาศแผนปรับโครงสร้างธุรกิจครั้งใหญ่เพื่อลดการเผาเงินสด เลย์ออฟพนักงาน และเร่งพัฒนาเทคโนโลยีรถยนต์ไร้คนขับร่วมกับ Uber และ Nuro

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- Lucid วางแผนประหยัดเงินสดให้ได้ 1.4 พันล้านดอลลาร์เพื่อแก้ปัญหาขาดทุน
- ซีอีโอ Silvio Napoli สั่งปลดพนักงาน 18% และปรับทัพผู้บริหารชุดใหญ่
- บริษัทตั้งหน่วยธุรกิจ Lucid Technologies เพื่อลุยงาน AI และรถแท็กซี่ไร้คนขับ
- คาดว่าจะเริ่มผลิตรถแท็กซี่ไร้คนขับเชิงพาณิชย์ในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปี 2026 นี้
บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า Lucid กำลังเร่งดำเนินแผนฟื้นฟูธุรกิจครั้งสำคัญภายใต้การนำของ Silvio Napoli ซีอีโอคนใหม่ เพื่อดึงบริษัทออกจากวังวนปัญหาการสต็อกรถยนต์ล้นคลังและการใช้จ่ายอย่างไร้ทิศทาง แผนการดังกล่าวอ้างอิงจากรายงานผลประกอบการไตรมาสที่สอง ซึ่งระบุว่าบริษัทตั้งเป้าประหยัดเงินสดให้ได้รวมทั้งสิ้น 1.4 พันล้านดอลลาร์ ผ่านการลดรายจ่ายฝ่ายทุน 500 ล้านดอลลาร์ ลดต้นทุนสินค้าคงคลังระหว่าง 600 ถึง 800 ล้านดอลลาร์ และตัดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานลงอีก 200 ล้านดอลลาร์
Napoli เปิดเผยระหว่างการประชุมแถลงผลประกอบการกับนักลงทุนเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาว่า หากความพยายามเหล่านี้ประสบความสำเร็จ จะช่วยเสริมสภาพคล่องทางการเงินให้บริษัทสามารถดำเนินกิจการต่อไปได้อย่างมั่นคงจนถึงช่วงปี 2027 เป็นต้นไป โดยซีอีโอรายนี้ไม่มีนโยบายพูดจาอ้อมค้อมเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเงินที่ท้าทายในปัจจุบัน
การปรับโครงสร้างของ Lucid สะท้อนให้เห็นถึงแรงกดดันที่ค่ายรถยนต์ไฟฟ้าหน้าใหม่ต้องเผชิญ ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจและการแข่งขันที่ดุเดือด การลดต้นทุนการผลิตและการหันไปจับมือกับพาร์ทเนอร์ด้านเทคโนโลยีอย่าง Uber และ Nuro ถือเป็นกลยุทธ์กระจายความเสี่ยงที่น่าสนใจ นอกเหนือจากการพึ่งพายอดขายรถยนต์ส่วนบุคคลเพียงอย่างเดียว ซึ่งต้องจับตาดูว่าหน่วยธุรกิจ Lucid Technologies จะช่วยสร้างรายได้ใหม่ๆ ได้ทันเวลาหรือไม่
ก่อนหน้านี้ Napoli ได้เริ่มขับเคลื่อนมาตรการรัดเข็มขัดหลายอย่างแล้ว รวมถึงการผ่าตัดโครงสร้างผู้บริหารระดับสูง แต่งตั้งทั้งประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยี ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายลูกค้า ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายดิจิทัล และประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเปลี่ยนแปลงองค์กร นอกจากนี้เขายังลดจำนวนพนักงานที่ต้องรายงานตรงต่อตัวเขาเองลงครึ่งหนึ่ง พร้อมทั้งสั่งปลดพนักงาน 18% หรือราว 1,500 ตำแหน่งในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา หลังจากที่เคยปลดไปแล้ว 12% เมื่อสี่เดือนก่อนหน้านั้น

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
Lucid ยังได้ยุติการเดินสายการผลิตรถยนต์ไฟฟ้ากะที่สอง ณ โรงงานเมืองคาซาแกรนด์ รัฐแอริโซนา ซึ่งมาตรการเลย์ออฟและการยกเลิกกะการผลิตดังกล่าวช่วยสร้างตัวเลขประหยัดเงินได้ถึง 158 ล้านดอลลาร์ต่อปี อย่างไรก็ตาม รายงานผลประกอบการไตรมาสสองยังคงตอกย้ำว่าบริษัทยังคงเผชิญภาวะขาดทุน โดยทำรายได้ไป 405 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจาก 259.4 ล้านดอลลาร์ในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน แต่มีผลขาดทุนสุทธิสูงถึง 1.26 พันล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็น 3.30 ดอลลาร์ต่อหุ้น เทียบกับที่ขาดทุน 855.3 ล้านดอลลาร์ หรือ 2.80 ดอลลาร์ต่อหุ้นในปีก่อนหน้า โดยบริษัทปิดท้ายไตรมาสด้วยสภาพคล่องรวมทั้งหมด 3 พันล้านดอลลาร์
แม้การตัดลดค่าใช้จ่ายจะเป็นหัวใจหลักของการรีเซ็ตธุรกิจครั้งนี้ แต่ Napoli ก็ได้แจึงถึงโปรเจกต์สำคัญที่ต้องทำให้สำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นขนาดกลางตัวใหม่ การก่อสร้างโรงงาน AMP-2 ในประเทศซาอุดีอาระเบียให้แล้วเสร็จ และโครงการรถแท็กซี่ไร้คนขับที่ร่วมมือกับ Uber และ Nuro ซึ่งจะช่วยผลักดันให้บริษัททำกำไรได้ในอนาคต
"Napoli is also bullish on its robotaxi program with Uber and Nuro and sees it as an opportunity to boost earnings outside of selling directly to consumers."
TechCrunch
ซีอีโอของ Lucid แสดงความเชื่อมั่นอย่างยิ่งต่อโปรเจกต์รถแท็กซี่ไร้คนขับ โดยมองว่าเป็นโอกาสทองในการสร้างรายได้นอกเหนือจากการขายรถให้ผู้บริโภคโดยตรง เพื่อสะท้อนถึงความสำคัญของโปรเจกต์นี้ บริษัทจึงได้ตั้งหน่วยธุรกิจใหม่ในชื่อ Lucid Technologies ภายใต้การนำของ Kai Stepper ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายดิจิทัล เพื่อเน้นพัฒนาเทคโนโลยี AI ระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูง และเทคโนโลยีิดิจิทัลโดยเฉพาะ ปัจจุบัน Nuro และ Uber กำลังทดสอบรถยนต์ฟลีตจำนวน 100 คันในเมืองฮิวสตันและพื้นที่อ่าวซานฟรานซิสโก โดยเมื่อเดือนที่แล้ว Lucid ได้เริ่มส่งมอบรถยนต์สำหรับการตรวจสอบการผลิตที่ประกอบจากโรงงานในเมืองคูลิดจ์ รัฐแอริโซนาแล้ว และเตรียมเริ่มสายการผลิตรถแท็กซี่ไร้คนขับอย่างเป็นทางการในไตรมาสที่สี่ พร้อมคาดว่าจะเปิดตัวในช่วงปลายปี 2026 นอกจากนี้ Napoli ยังได้ฉวยโอกาสนี้ปฏิเสธข่าวลือเมื่อเดือนก่อนที่ระบุว่าบริษัทได้ว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษา AlixPartners เพื่อเตรียมตัวยื่นล้มละลายอีกด้วย
ที่มา: TechCrunch
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น