Apple เผชิญคดีฟ้องร้องแบบกลุ่มในสหรัฐฯ อาจต้องจ่ายเงินสูงถึง 3.25 หมื่นล้านดอลลาร์
Apple กำลังเผชิญกับคดีฟ้องร้องจากผู้ใช้งานในรัฐอิลลินอยส์ 6.5 ล้านคน กรณีแอป Photos ใช้ระบบจดจำใบหน้าโดยไม่ได้รับความยินยอม ซึ่งอาจทำให้บริษัทต้องจ่ายค่าเสียหายสูงสุดถึง 5,000 ดอลลาร์ต่อคน

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- คดีฟ้องร้องแบบกลุ่มในรัฐอิลลินอยส์เรียกร้องค่าเสียหายจาก Apple เป็นเงินสูงสุด 5,000 ดอลลาร์ต่อคน
- กลุ่มผู้เสียหายครอบคลุมพลเมืองในรัฐอิลลินอยส์ประมาณ 6.5 ล้านคน คิดเป็นวงเงินรวมสูงสุด 3.25 หมื่นล้านดอลลาร์
- ข้อกล่าวหาระบุว่าแอป Photos ใช้การจดจำใบหน้าและสร้างข้อมูลชีวมิติโดยไม่ได้รับความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษร
- Apple พยายามยื่นคำร้องให้ยกฟ้องโดยระบุว่าระบบรักษาความเป็นส่วนตัวสอดคล้องกับกฎหมาย
Apple กำลังเผชิญกับคดีฟ้องร้องแบบกลุ่มครั้งใหญ่ในรัฐอิลลินอยส์ ซึ่งอาจทำให้บริษัทต้องควักเงินจ่ายสูงถึง 3.25 หมื่นล้านดอลลาร์ โดยคดีนี้เกี่ยวข้องกับการเก็บรวบรวมข้อมูลชีวมิติผ่านฟีเจอร์จดจำใบหน้าในแอปพลิเคชัน Photos โดยไม่มีการขอความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรจากผู้ใช้งานล่วงหน้า ตามรายงานจาก The Times ระบุว่าคดีดังกล่าวอาจสร้างสถิติการจ่ายเงินชดเชยที่สูงที่สุดครั้งหนึ่งเท่าที่เคยมีมาสำหรับคดีความของ Apple
ที่มาของข้อพิพาทนี้มาจากกฎหมาย "Illinois Biometric Information Privacy Act" ที่รัฐอิลลินอยส์ประกาศใช้เมื่อปี 2008 เพื่อคุ้มครองข้อมูลชีวมิติ เช่น ลายนิ้วมือ เสียง หรือข้อมูลใบหน้า โดยกฎหมายกำหนดให้บริษัทต่างๆ สามารถเก็บข้อมูลเหล่านี้ได้ก็ต่อเมื่อได้รับความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรจากผู้ใช้แต่ละคนเสียก่อน แต่โจทก์ในคดีนี้กล่าวหาว่าแอป Photos ของ Apple ทำการสแกนใบหน้าและสร้างข้อมูลชีวมิติขึ้นมาโดยอัตโนมัติ รวมถึงมีการซิงค์ข้อมูลดังกล่าวไปยังเซิร์ฟเวอร์ของ Apple ด้วย
ในทางกฎหมาย คดีนี้ถูกแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มย่อย ได้แก่ กลุ่ม Local Device Class สำหรับผู้ที่มีภาพปรากฏในอัลบั้ม People ระหว่างวันที่ 13 กันยายน 2016 จนถึงปัจจุบัน, กลุ่ม iCloud Subclass สำหรับผู้ที่มีการเปิดใช้งานบัญชี iCloud และมีอัลบั้ม People ในช่วงเวลาเดียวกัน และกลุ่ม iCloud Faceprint Subclass สำหรับผู้ใช้งานระบบปฏิบัติการ iOS 17.6, iPadOS 17.6 หรือ macOS Sonoma 14.6 ขึ้นไปที่มีรูปภาพในคลัง iCloud มากกว่า 5,000 รูปตั้งแต่ 25 มีนาคม 2025 เป็นต้นมา

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
ในฝั่งของ Apple ได้พยายามย่ายเรื่องต่อศาลเพื่อขอให้ยกฟ้องคดีนี้ โดยยืนยันว่าระบบรักษาความเป็นส่วนตัวของแอป Photos นั้นปฏิบัติตามกฎหมายของรัฐอิลลินอยส์อย่างถูกต้อง ข้อมูลดิบทางชีวมิติไม่สามารถนำมาใช้สร้างใบหน้าขึ้นใหม่หรือระบุตัวตนได้ และ Apple เองก็ไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลภาพถ่ายของผู้ใช้ได้เช่นกัน นอกจากนี้ Apple ยังระบุว่ากระบวนการจดจำใบหน้าทั้งหมดเกิดขึ้นบนอุปกรณ์ของแต่ละเครื่องโดยตรง สิ่งที่มีการซิงค์ข้ามอุปกรณ์มีเพียงแค่ป้ายชื่อหรือแท็กเท่านั้น
คดีลักษณะนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ ย้อนกลับไปในปี 2021 Meta หรือ Facebook ในขณะนั้น เคยยอมจ่ายเงิน 650 ล้านเพื่อsettle คดีภายใต้กฎหมายอิลลินอยส์ฉบับเดียวกันนี้มาแล้ว เนื่องจากฟีเจอร์การแท็กใบหน้าโดยไม่ได้รับความยินยอม อย่างไรก็ตาม กรณีของ Apple มีความซับซ้อนกว่าในเรื่องของการจัดเก็บข้อมูลบนเซิร์ฟเวอร์ และที่สำคัญคือวงเงินเรียกร้องต่อหัวที่สูงกว่าคดีของ Meta ค่อนข้างมาก ซึ่งอาจกลายเป็นบรรทัดฐานสำคัญในการบังคับใช้กฎหมายความเป็นส่วนตัวของข้อมูลชีวมิติในสหรัฐอเมริกา
คดีนี้เริ่มต้นฟ้องร้องครั้งแรกตั้งแต่เดือนมีนาคมปี 2020 ผ่านช่วงเวลาการต่อสู้ทางกฎหมายมานานถึง 6 ปี จนกระทั่งผู้พิพากษาในรัฐอิลลินอยส์เพิ่งตัดสินว่าโจทก์มีคุณสมบัติครบถ้วนตามข้อกำหนดสำหรับการฟ้องร้องแบบกลุ่ม แม้ว่าในท้ายที่สุด Apple อาจจะยังสามารถหาทางต่อสู้คดีหรือทำให้ศาลยกฟ้องได้ แต่เหตุการณ์นี้ถือเป็นสัญญาณเตือนครั้งใหญ่ถึงความเสี่ยงด้านกฎหมายข้อมูลส่วนบุคคลที่บริษัทยักษ์ใหญ่ต้องเผชิญ
ที่มา: Lifehacker
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น