นายกฯ ถกทูตสสิส ดันการค้าเสรีไทย-EFTA และเตรียมต้อนรับประธานาธิบดีสวิส
นายกรัฐมนตรีหารือกับเอกอัครราชทูตสมาพันธรัฐสวิส กระชับความร่วมมือรอบด้าน พร้อมผลักดันความตกลงการค้าเสรีไทย-EFTA และเตรียมต้อนรับประธานาธิบดีสวิสเยือนไทยเดือนตุลาคมนี้

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- นายกฯ ขอบคุณเอกอัครราชทูตสวิสที่ช่วยกระชับความสัมพันธ์สองประเทศ
- ดันข้อตกลงการค้าเสรีไทย-EFTA พร้อมรับประธานาธิบดีสวิสเยือนไทยเดือนต.ค.นี้
- สวิสยืนยันพร้อมสนับสนุนไทยเข้าเป็นสมาชิกองค์กร OECD เต็มที่
- สวิสครองแชมป์คู่ค้าอันดับหนึ่งของไทยในทวีปยุโรปและกลุ่ม EFTA
นายกรัฐมนตรีได้พบปะหารือกับเอกอัครราชทูตสมาพันธรัฐสวิส เพื่อแสดงความขอบคุณต่อบทบาทอันโดดเด่นในการกระชับความสัมพันธ์อันดีระหว่างสองประเทศตลอดช่วงเวลาที่ปฏิบัติหน้าที่ พร้อมทั้งชื่นชมความก้าวหน้าในหลากหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นความพยายามขับเคลื่อนความตกลงการค้าเสรีไทย-EFTA (European Free Trade Association ซึ่งประกอบด้วยสมาชิก 4 ประเทศ ได้แก่ ไอซ์แลนด์ ลิกเตนสไตน์ นอร์เวย์ และสวิตเซอร์แลนด์) รวมถึงความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การพัฒนาอย่างยั่งยืน และการศึกษา โดยทางไทยย้ำชัดเจนว่ามองสมาพันธรัฐสวิสเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์คนสำคัญ
ในการหารือครั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายได้หยิบยกประเด็นสำคัญขึ้นมาแลกเปลี่ยนหลายเรื่อง โดยเฉพาะการสนับสนุนการเยือนระดับผู้นำอย่างต่อเนื่อง และเตรียมพร้อมต้อนรับประธานาธิบดีสมาพันธรัฐสวิสที่จะเดินทางเยือนประเทศไทยเพื่อเข้าร่วมการประชุมประจำปีของ IMF และ World Bank ในเดือนตุลาคมนี้ ซึ่งคาดว่าจะช่วยยกระดับความสัมพันธ์ในระดับผู้นำ ขยายโอกาสทางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน ตลอดจนสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคธุรกิจสวิสที่จะเดินทางมาเยือนไทยเช่นกัน นอกจากนี้ ทางเอกอัครราชทูตยังได้กล่าวชื่นชมความตั้งใจจริงของไทยในการสมัครเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) อีกด้วย

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
ด้านมิติเศรษฐกิจและการลงทุน ทั้งสองฝ่ายแสดงความยินดีที่ตัวเลขการค้าเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยสมาพันธรัฐสวิสถือเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของไทยในทวีปยุโรปและกลุ่ม EFTA พร้อมกันนี้ทางสวิสยังแสดงความพร้อมสนับสนุนการลงทุนในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC และ EECi) รวมถึงผลักดันความร่วมมือด้านนวัตกรรม เทคโนโลยีการแพทย์ การผลิตขั้นสูง และโมเดลเศรษฐกิจ BCG รวมทั้งการแลกเปลี่ยนความรู้เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ความตกลงการค้าเสรีระหว่างไทยกับกลุ่ม EFTA ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยลดกำแพงภาษีและเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันให้สินค้าไทยในตลาดกลุ่มประเทศยุโรปที่ไม่ได้เป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (EU) ซึ่งการที่สวิตเซอร์แลนด์เป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งในกลุ่มนี้สะท้อนถึงมูลค่าการค้าที่มีนัยสำคัญ และการที่ไทยผลักดันการเข้าเป็นสมาชิก OECD ควบคู่กันไป จะช่วยยกระดับมาตรฐานทางเศรษฐกิจของประเทศให้ทัดเทียมสากลและดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ได้มากขึ้นในระยะยาว
ในช่วงท้ายของการหารือ นายกรัฐมนตรีแสดงความเชื่อมั่นว่ารากฐานความร่วมมืออันแข็งแกร่งที่ได้ร่วมกันถักทอขึ้นมานี้ จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและสมาพันธรัฐสวิสเจริญงอกงามและพัฒนาอย่างยั่งยืนต่อไปในอนาคต
ที่มา: Matichon Politics
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น