เกษตรกรเตือนภัยอากาศร้อนจัด ดันราคาผักพุ่งและชิ้นเล็กลง
อังกฤษและเวลส์เผชิญเดือนกรกฎาคมที่แห้งแล้งที่สุดในรอบ 190 ปี ส่งผลให้ผลผลิตธัญพืชและพืชน้ำมันดิ่งลงต่ำสุดในรอบกว่า 40 ปี พร้อมกระทบราคาอาหารในซูเปอร์มาร์เก็ต

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- อังกฤษและเวลส์เผชิญเดือนกรกฎาคมที่แห้งแล้งที่สุดในรอบ 190 ปี
- ผลผลิตธัญพืชและพืชน้ำมันคาดว่าจะลดลงถึง 2.5 ล้านตัน
- ความเสียหายจากรายได้ที่สูญหายพุ่งสูงถึง 390 ล้านปอนด์
- ผู้บริโภคเตรียมรับมือกับผักขนาดเล็กลงในราคาเดิมหรือแพงขึ้น
สำนักอุตุนิยมวิทยาแห่งสหราชอาณาจักร (Met Office) เปิดเผยว่า อังกฤษและเวลส์เพิ่งผ่านพ้นเดือนกรกฎาคมที่แห้งแล้งที่สุดนับตั้งแต่เริ่มมีการบันทึกสถิติมานานถึง 190 ปี ส่งผลให้หน่วยงานสิ่งแวดล้อม (Environment Agency) ต้องประกาศภาวะภัยแล้งในพื้นที่เป็นวงกว้าง ครอบคลุมพื้นที่ครึ่งหนึ่งของประเทศอังกฤษและทั่วทั้งเวลส์ โดยเฉพาะภาคใต้ของอังกฤษที่มีปริมาณน้ำฝนตกลงมาเพียง 1% ของค่าเฉลี่ยปกติเท่านั้น
จากสถานการณ์ดังกล่าว หน่วยงานคลังสมองด้านพลังงานและสภาพอากาศ (ECIU) ประเมินว่าผลผลิตธัญพืชและพืชน้ำมันของสหราชอาณาจักรอาจลดลงต่ำกว่าการคาดการณ์เดิมถึง 2.5 ล้านตัน โดยพืชสำคัญอย่างข้าวบาร์เลย์ ข้าวโอ๊ต และเรพซีด ซึ่งนำไปใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมเบียร์ ซีเรียลอาหารเช้า และน้ำมันพืช รวมถึงเป็นอาหารสัตว์ คาดว่าจะลดลงเหลือเพียง 19.5 ล้านตัน ซึ่งถือเป็นระดับที่ย่ำแย่ที่สุดนับตั้งแต่เริ่มบันทึกสถิติในปี 1984 และต่ำกว่าสถิติระดับต่ำสุดเดิมที่ 19.8 ล้านตันในปี 2020
ผลกระทบจากภัยแล้งไม่ได้จำกัดอยู่แค่พืชไร่ขนาดใหญ่เท่านั้น แต่ O'Malley ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ผู้บริโภคจะเริ่มสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงในแผนกผักสดของซูเปอร์มาร์เก็ตเช่นกัน โดยร้านค้าปลีกมีแนวโน้มที่จะนำผักที่มีขนาดเล็กลงมาวางขายในราคาเท่าเดิม ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่เรียกว่า Shrinkflation หรือภาวะสินค้าหดตัวแต่ราคาเท่าเดิม รวมถึงการต้องนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศเพิ่มขึ้นเนื่องจากผลผลิตในประเทศไม่เพียงพอ

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
ในด้านการบริหารจัดการน้ำ เกษตรกรต้องดึงน้ำสำรองจากฝนที่กักเก็บไว้ในฤดูหนาวผสมผสานกับการสูบน้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติ ทั้งน้ำใต้ดินและน้ำผิวดินอย่างแม่น้ำลำธาร แต่ด้วยปริมาณฝนที่ตกน้อยมากในช่วงฤดูร้อนนี้ประกอบกับอุณหภูมิที่สูงขึ้น ทำให้การระเหยของน้ำรวดเร็วขึ้นและระดับน้ำในแม่น้ำลดลงอย่างน่าใจหาย
"ที่ผ่านมาในฤดูใบไม้ผลิ เกษตรกรต่างมีความหวังว่าปีนี้จะเป็นปีที่ดี แต่เดือนเมษายนและกรกฎาคมที่แห้งแล้งรวมถึงคลื่นความร้อนทำลายสถิติ ทำให้เกษตรกรต้องเผชิญหน้ากับผลเก็บเกี่ยวที่ย่ำแย่เป็นปีที่สามติดต่อกัน"
Tom Lancaster
วิกฤตภัยแล้งในสหราชอาณาจักรสะท้อนให้เห็นว่าภาคเกษตรกรรมคืออุตสาหกรรมที่เปราะบางและได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) มากที่สุด การเกิดคลื่นความร้อนที่รุนแรงและยาวนานขึ้นไม่เพียงแต่ทำให้ปริมาณผลผลิตลดลง แต่ยังเพิ่มต้นทุนการผลิตในระยะยาว ทั้งค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการน้ำและการนำเข้าสินค้า ซึ่งท้ายที่สุดแล้วภาระค่าใช้จ่ายเหล่านี้จะถูกส่งต่อไปยังผู้บริโภคผ่านราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่สูงขึ้นในชีวิตประจำวัน
ที่มา: BBC Business
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น