กมธ.จี้ ปปง.เร่งอายัดทรัพย์โกงสอบท้องถิ่น หวั่นตั๋วนักการเมืองทำคดีถูกตัดตอน
รังสิมันต์ โรม จี้ ปปง. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบเส้นทางการเงินและอายัดทรัพย์คดีทุจริตสอบท้องถิ่นที่มีรายชื่อพัวพันกว่า 5,900 รายชื่อ หวั่นการเมืองหลุดรอดและถูกตัดตอนกลางทาง

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- กมธ.กฎหมายลุยสอบทุจริตสอบท้องถิ่น พบรายชื่อผู้เกี่ยวข้องกว่า 5,900 รายชื่ออยู่ในมือ ป.ป.ช. แล้ว
- จี้ ปปง. ใช้กฎหมายฟอกเงินเร่งอายัดทรัพย์สินก่อนมีการยักย้ายถ่ายโอนซุกซ่อน
- กังวลคดีถูกตัดตอนและอาจมีตั๋วนักการเมืองหรือโควตาฝากผ่านท้องถิ่นและมหาวิทยาลัย
เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2569 ณ รัฐสภา นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยถึงความคืบหน้าการพิจารณาคดีทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น โดยระบุว่าประเด็นดังกล่าวแบ่งออกเป็นสองส่วนหลัก ซึ่งส่วนแรกคือข้อเท็จจริงเกี่ยวกับรายชื่อผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตจำนวนมากกว่า 5,900 รายชื่อ ซึ่งข้อมูลทั้งหมดบรรจุอยู่ในแฟลชไดร์ฟและส่งมอบให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. เรียบร้อยแล้ว แต่สังคมยังคงตั้งคำถามถึงกระบวนการทุจริตดังกล่าวว่ามีเครือข่ายเดียวหรือมีหลายเครือข่ายเชื่อมโยงกันแน่
นายรังสิมันต์กล่าวถึงประเด็นที่สองว่าด้วยความล่าช้าของกระบวนการทางกฎหมาย โดยระบุว่าที่ผ่านมาการดำเนินคดีแทบไม่มีความคืบหน้าที่ชัดเจน แม้ขณะนี้จะเริ่มมีการออกหมายเรียกผู้กระทำผิดบ้างแล้ว แต่ข้อกล่าวหาเรื่องการฟอกเงินและการตรวจสอบเส้นทางการเงินยังไม่มีความชัดเจน พร้อมตั้งคำถามว่าเหตุใดจึงต้องรอให้มีการยักย้ายถ่ายโอนหรือซุกซ่อนทรัพย์สินเสียก่อนจึงค่อยเข้ามาอายัด ซึ่งหากปฏิบัติเช่นนั้นย่อมไม่เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศชาติและแผ่นดิน

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
กมธ.การกฎหมายฯ จึงเร่งรัดให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง. บังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้นและจริงจัง เพื่อสกัดกั้นไม่ให้ผู้ถูกกล่าวหาสามารถโยกย้ายทรัพย์สินหนีได้ทัน หากศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน รัฐจะได้ทรัพย์สินเหล่านั้นกลับคืนมาตามสัดส่วนความเสียหายที่เกิดขึ้น แม้บางกรณีเส้นทางการเงินอาจสาวไปไม่ถึงทั้งหมด แต่การตรวจสอบประวัติการยื่นภาษีและพฤติกรรมการใช้จ่ายในชีวิตประจำวันจะช่วยร่องรอยการได้มาซึ่งรายได้ของผู้กระผิดได้อย่างแน่นอน เนื่องจาก พ.ร.บ.ปปง. ให้อำนาจไว้อย่างกว้างขวางในการติดตามเส้นเงิน
"อย่างน้อยกรรมการทีโออาร์ บางคนเคยเป็นหน้าห้อง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทย แน่ๆ ซึ่งเป็นบุคคลที่ทำให้ทีโออาร์หละหลวมขนาดนี้ ไม่ต้องรับผิดอะไรเลยใช่หรือไม่"
รังสิมันต์ โรม
ในทางกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมไทย คดีทุจริตขนาดใหญ่มักเผชิญความท้าทายในการสาวไปถึงผู้มีอำนาจระดับสูง เนื่องจากรูปแบบการกระทำผิดมักใช้เครือข่ายนายนอมินีหรือระบบอุปถัมภ์ที่เรียกว่าตั๋วการเมือง การที่ กมธ. กฎหมายฯ กดดันให้ ปปง. ใช้มาตรการยักย้ายถ่ายโอนทรัพย์สินตาม พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน จึงเป็นกลไกสำคัญในการตัดท่อน้ำเลี้ยงของผู้มีอิทธิพลนอกเหนือจากการดำเนินคดีอาญาเพียงอย่างเดียว
นอกจากนี้ นายรังสิมันต์ยังแสดงความกังวลว่าการดำเนินคดีที่จำกัดวงเพียงแค่การแจ้งความอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น หรือ สถ. และมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) อาจเป็นเพียงการตัดตอนคดีเพื่อให้ผู้มีอิทธิพลระดับบิ๊กเนมรวมถึงอดีตอธิบดีที่ยังมีอิทธิพลในกระทรวงมหาดไทยลอยนวลพ้นผิด โดยระบุว่าตราบใดที่ยังไม่มีการลงโทษผู้กระทำความผิดอย่างแท้จริง และยังไม่สามารถปิดช่องโหว่ไม่ให้เกิดการทุจริตในการสอบท้องถิ่นครั้งต่อๆ ไปได้ ปัญหาโควตานักการเมืองหรือตั๋วฝากผ่านมหาวิทยาลัยและท้องถิ่นก็จะยังคงดำรงอยู่ต่อไป
ที่มา: Khaosod Politics
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น