ข้ามไปเนื้อหาหลัก

ภคมน จี้จับตา นพ.สรณ ยื้อเก้าอี้ประธาน กสทช. จ่อเซ็นงบ USO กว่า 5.6 พันล้าน

ภคมน หนุนจับตาการประชุม กสทช. วันที่ 7 สิงหาคมนี้ หวั่น นพ.สรณ เร่งลงนามเคาะโครงการกองทุน USO กว่า 5.6 พันล้านบาท ก่อนพ้นเก้าอี้

เรียบเรียงโดย AI
Inewgen
06 Aug 2026ที่มา: Matichon Politics3 นาทีอ่าน (0 ครั้ง)
แชร์
ภคมน จี้จับตา นพ.สรณ ยื้อเก้าอี้ประธาน กสทช. จ่อเซ็นงบ USO กว่า 5.6 พันล้าน

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง

ขนาดตัวอักษร
  • ภคมนจี้สังคมจับตาการประชุม กสทช. วันที่ 7 สิงหาคมนี้
  • กังวล นพ.สรณ ยื้อเก้าอี้ประธานเพื่อเซ็นอนุมัติโครงการ USO กว่า 5,600 ล้านบาท
  • ชี้หากหลุดตำแหน่งอาจต้องคืนเงินเดือนและค่าใช้จ่ายย้อนหลังหลายร้อยล้านบาท
  • ระบุบอร์ด กสทช. ชุดปัจจุบันยังไม่สามารถตรวจสอบการเบิกจ่ายงบในอำนาจประธานได้

กลายเป็นประเด็นร้อนทางการเมืองและการสื่อสารที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด เมื่อ ภคมน หนุนภักดี ออกมาตีแผ่และเรียกร้องให้สาธารณชนเฝ้าระวังการประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. ในวันที่ 7 สิงหาคมนี้ โดยมีจุดโฟกัสสำคัญอยู่ที่ท่าทีของ นายแพทย์สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ที่พยายามผลักดันตนเองเข้าประชุมเพื่อทำหน้าที่ประธาน แม้ว่ามติกรรมการสรรหาจะระบุชัดเจนว่าขาดคุณสมบัติไปแล้วก็ตาม

ทางด้าน ภคมน ได้ออกมาอัดการกระทำดังกล่าวว่าไร้จิตสำนึก พร้อมทั้งจี้ไปยังนายกรัฐมนตรีให้เลิกแบกรับและเร่งนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ โดยมีการวิเคราะห์เหตุผลสำคัญที่ทำให้ นพ.สรณ ต้องดึงดันรักษาเก้าอี้ประธานเอาไว้ให้ได้ สรุปเป็นประเด็นหลักๆ ได้ดังนี้

  • หากตนเองพ้นจากตำแหน่งประธาน กสทช. บอร์ดที่เหลืออีก 6 คนจะต้องดำเนินการประชุมเพื่อเลือกประธานคนใหม่ตามกฎหมายทันที
  • เมื่อตำแหน่งประธานเปลี่ยน รักษาการเลขาธิการสำนักงาน กสทช. ก็จะต้องพ้นจากตำแหน่งไปด้วย
  • ประเด็นสำคัญเรื่องการรักษาคุณสมบัติ เนื่องจากตำแหน่งนี้เป็นตำแหน่งโปรดเกล้าฯ หากยอมจำนนง่ายๆ จะเท่ากับการให้ข้อมูลอันเป็นเท็จเพื่อให้ได้รับการโปรดเกล้าฯ ซึ่งถือเป็นการแอบอ้าง อีกทั้งหากหลุดจากเก้าอี้อาจจะต้องชดใช้เงินเดือน ค่าเดินทาง สวัสดิการต่างๆ รวมถึงค่าใช้จ่ายของที่ปรึกษาหน้าห้องรวมเป็นเงินหลายร้อยล้านบาท
5,600ล้านบาท งบโครงการ USO เฟส 3

Thailand government press conference meeting room

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญคือการเร่งลงนามประกาศผู้ชนะการจัดซื้อจัดจ้างในโครงการจัดให้มีบริการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึงและบริการเพื่อสังคม หรือ USO เฟส 3 ซึ่งครอบคลุมถึง 5 โครงการ รวมมูลค่ากว่า 5,600 ล้านบาท โดยตามระเบียบแล้ว การประมูลด้วยวิธี E-bidding ที่มีมูลค่าเกิน 200 ล้านบาท สำนักงาน กสทช. จะต้องได้รับความเห็นชอบจากประธานเสียก่อนจึงจะสามารถประกาศผลผู้ชนะได้ ทำให้ นพ.สรณ จำเป็นต้องใช้อำนาจอนุมัติวงเงินรวมกว่า 5,000 ล้านบาทนี้ให้ทันภายในวันศุกร์นี้

ไม่อยากพลาดข่าวใหม่?

สมัครรับสรุปข่าวสารใหม่ทางอีเมล ไม่บ่อยจนรำคาญ

โฆษณา

"ถ้าใครยังไม่ทราบว่าเงิน 5,000 ล้าน ที่หมอจะอนุมัติมาจากไหน อธิบายสั้นๆ ให้เข้าใจง่ายๆ คือมาจากการจัดเก็บค่าธรรมเนียมจากรายได้ของผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคม หรือบรรดาบริษัทค่ายมือถือและผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตต่างๆ"

เนื้อหาจากรายงานต้นฉบับ

กองทุน USO หรือ Universal Service Obligation จัดตั้งขึ้นเพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ห่างไกลสามารถเข้าถึงบริการโทรคมนาคมและอินเทอร์เน็ตได้อย่างเท่าเทียม โดยเงินทุนหลักไม่ได้มาจากงบประมาณแผ่นดินโดยตรง แต่มาจากการเก็บค่าธรรมเนียมใบอนุญาตจากผู้ประกอบการโทรคมนาคม ซึ่งถือเป็นสมบัติสาธารณะร่วมกันของคนไทยทุกคน การอนุมัติงบประมาณก้อนใหญ่ในช่วงรอยต่ออำนาจจึงเป็นจุดที่ถูกจับตาเรื่องความโปร่งใสและการตรวจสอบย้อนหลังอย่างเข้มข้นจากภาคส่วนต่างๆ

นอกจากนี้ ประเด็นสุดท้ายที่ทำให้ต้องกอดเก้าอี้ไว้อย่างเหนียวแน่น คือหากมีประธานคนใหม่เข้ามาทำหน้าที่ ประธานคนใหม่จะสามารถเข้าไปตรวจสอบการเบิกจ่ายงบประมาณที่ผ่านมาของ นพ.สรณ ได้ทันที เนื่องจากในปัจจุบัน บอร์ด กสทช. คนอื่นๆ ยังไม่ได้รับสิทธิ์ในการตรวจสอบการเบิกจ่ายงบประมาณที่อยู่ในอำนาจเบ็ดเสร็จของประธาน กสทช. เลย พร้อมกันนี้ ภคมน ยังได้ทิ้งท้ายด้วยการแนะนำว่าหากมีความตั้งใจอยากทำเพื่อประชาชนจริงๆ ควรออกมาลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส. จะเหมาะสมกว่า

ที่มา: Matichon Politics

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น
0/2000

พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้