รัฐมนตรีสาธารณสุขชี้ NHS ต้องวางแผนรับมือคลื่นความร้อนให้จริงจังเช่นเดียวกับช่วงฤดูหนาว
อังกฤษเผชิญสถิติวันอุณหภูมิแตะ 30 องศาเซลเซียสสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ด้านรัฐมนตรีและสหภาพแรงงานจี้ระบบสาธารณสุขปรับตัวด่วน

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- รัฐมนตรีสาธารณสุขระบุ NHS ต้องเตรียมพร้อมรับมือความร้อนเหมือนช่วงหน้าหนาว
- สหภาพแรงงานเผยเจ้าหน้าที่รถพยาบาลเผชิญสภาพทำงานสุดลำบากและแอร์เสีย
- ยอดเสียชีวิตจากความร้อนในเดือนพฤษภาคมและมิถุนายนพุ่งสูงเกือบ 2,877 ราย
ระบบบริการสุขภาพแห่งชาติของสหราชอาณาจักร หรือ NHS จำเป็นต้องยกระดับการวางแผนเพื่อรับมือกับวิกฤตคลื่นความร้อนในแต่ละปีให้มีมาตรฐานเทียบเท่ากับการเตรียมความพร้อมในช่วงฤดูหนาว โดยความเคลื่อนไหวดังกล่าวมาจากคำกล่าวของรัฐมนตรีสาธารณสุขในการให้สัมภาษณ์กับสถานีวิทยุ LBC Radio ซึ่งได้เน้นย้ำให้ประชาชนช่วยกันสอดส่องดูแลผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบาง พร้อมทั้งเรียกร้องให้มีการวางแผนบริหารจัดการภายในระบบสาธารณสุขให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
สถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในขณะที่สหราชอาณาจักรเพิ่งบันทึกจำนวนวันที่มีอุณหภูมิพุ่งสูงถึง 30 องศาเซลเซียสหรือ 86 ฟาเกนไฮต์ ครบกำหนดเป็นวันที่ 34 ของปี เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ซึ่งนั่นทำให้สถิติดังกล่าวเทียบเท่ากับสถิติสูงสุดที่เคยบันทึกไว้เมื่อปี ค.ศ. 1995 โดยผลการพยากรณ์อากาศยังบ่งชี้ว่าสถิตินี้มีแนวโน้มที่จะถูกทำลายลงได้ตั้งเเต่ช่วงสัปดาห์หน้าเป็นต้นไป พร้อมกับคาดการณ์ความเป็นไปได้ที่จะเกิดคลื่นความร้อนระลอกที่ 6 ตามมา ขณะที่พื้นที่บางแห่งได้มีการประกาศเตือนภัยคลื่นความร้อนระดับสีเหลืองไว้แล้วเรียบร้อย
ในทุกๆ ปี ทาง NHS จะมีการจัดทำแผนปฏิบัติการสำหรับฤดูหนาวไว้อย่างละเอียด ซึ่งรวมถึงมาตรการต่างๆ ในการรองรับปริมาณผู้ป่วยที่เพิ่มสูงขึ้น รัฐมนตรีสาธารณสุขจึงได้กล่าวเน้นย้ำในประเด็นนี้ว่า ทางการได้แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนแล้วว่า NHS จะต้องทำให้มั่นใจว่ามีการเตรียมความพร้อมสำหรับแรงกดดันในช่วงฤดูร้อนตั้งแต่วันนี้ ในรูปแบบเดียวกับการเตรียมตัวรับมือหน้าหนาวเช่นกัน

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
เสียงเรียกร้องดังกล่าวยังได้รับการสนับสนุนจากยูนิสัน ซึ่งเป็นสหภาพแรงงานที่ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของเจ้าหน้าที่รถพยาบาล โดยทางสหภาพฯ เปิดเผยว่าเจ้าหน้าที่หน่วยฉุกเฉินต้องปฏิบัติงานภายใต้สถานการณ์ที่ยากลำบากอย่างยิ่งในช่วงฤดูร้อนนี้ สมาชิกของสหภาพฯ รายงานว่าพวกเขาต้องปฏิบัติหน้าที่บนรถพยาบาลที่อบอ้าว ท่ามกลางระบบปรับอากาศที่ชำรุดหรือใช้งานไม่ได้เลย อีกทั้งยังมีข้อจำกัดในการเข้าถึงน้ำดื่มหรือสิ่งอำนวยความสะดวกระหว่างกะการทำงาน ซึ่งปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นในระหว่างที่เจ้าหน้าที่ต้องเข้าคิวรอส่งตัวผู้ป่วยยาวนานหลายชั่วโมงบริเวณหน้าโรงพยาบาลท่ามกลางอุณหภูมิที่ร้อนระอุ
"การทำงานท่ามกลางความร้อนแบบนี้มันแย่มากๆ"
เจ้าหน้าที่เทคนิคการรถพยาบาลจากเบอร์มิงแฮม
ชารัน บันเดชา เจ้าหน้าที่ระดับชาติของสหภาพยูนิสันระบุว่า ถึงเวลาแล้วที่ทุกฝ่ายจะต้องทบทวนแนวทางการทำงานใหม่ นอกจากรายงานเกี่ยวกับจำนวนผู้ป่วยโรคที่เกี่ยวข้องกับความร้อนที่พุ่งสูงขึ้นแล้ว ทางโรงพยาบาลต่างๆ ยังต้องเผชิญกับปัญหาขัดข้องของอุปกรณ์ทางการแพทย์ อาทิ เครื่องสแกนและระบบไอที ตลอดจนสภาพแวดล้อมการทำงานที่ยากลำบากของบุคลากร โดยเฉพาะตามอาคารสถานพยาบาลที่มีอายุเก่าแก่
การเปรียบเทียบการรับมือคลื่นความร้อนกับการเตรียมพร้อมรับมือโรคระบาดหรือหน้าหนาวสะท้อนให้เห็นว่า วิกฤตสภาพภูมิอากาศได้เปลี่ยนรูปแบบภาระงานด้านสาธารณสุขไปอย่างถาวร อุณหภูมิที่สูงขึ้นไม่ได้ส่งผลแค่โรคเพลียแดด แต่ยังซ้ำเติมโรคเรื้อรังให้กำเริบ การปรับโครงสร้างพื้นฐานของโรงพยาบาลและสวัสดิการบุคลากรจึงเป็นโจทย์ใหญ่ที่ภาครัฐต้องเร่งลงทุน ไม่ใช่แค่แก้ปัญหาเฉพาะหน้าตามฤดูกาล
นอกเหนือจากความเสี่ยงเรื่องภาวะขาดน้ำและอาการโรคลมแดดแล้ว สภาพอากาศที่ร้อนจัดยังส่งผลเพิ่มโอกาสในการเกิดอาการแทรกซ้อนจากโรคเรื้อรังต่างๆ เช่น ภาวะหัวใจล้มเหลว ไตวาย และโรคระบบทางเดินหายใจขั้นรุนแรง โดยสำนักงานความมั่นคงด้านสุขภาพแห่งสหราชอาณาจักร หรือ UK Health Security Agency ได้เปิดเผยผลประเมินเบื้องต้นเมื่อเดือนที่ผ่านมา ระบุว่ามีผู้เสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับความร้อนประมาณ 2,877 รายในช่วงคลื่นความร้อนเดือนพฤษภาคมและมิถุนายน ซึ่งคิดเป็นเกือบสองเท่าของตัวเลขยอดรวมตลอดทั้งปีที่ผ่านมา และระบุเพิ่มเติมว่าปี ค.ศ. 2026 นี้มีแนวโน้มที่จะกลายเป็นปีที่มีผู้เสียชีวิตจากความร้อนสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ แซงหน้าสถิติในปี ค.ศ. 2022 ซึ่งเป็นปีที่หน่วยงานเริ่มทำการศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจัง
ที่มา: BBC Health
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น