ข้ามไปเนื้อหาหลัก

Booking Holdings เริ่มรวมระบบ B2B ของ Agoda, Booking.com และ Priceline

ยักษ์ใหญ่ด้านการท่องเที่ยวออนไลน์เดินหน้ายุคใหม่รวมแพลตฟอร์ม B2B เป็น Booking Partner Services โดยให้ Omri Morgenshtern ซีอีโอ Agoda กุมบังเหียน

เรียบเรียงโดย AI
Inewgen
07 Aug 2026ที่มา: Skift2 นาทีอ่าน (0 ครั้ง)
แชร์
Booking Holdings เริ่มรวมระบบ B2B ของ Agoda, Booking.com และ Priceline

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง

ขนาดตัวอักษร
  • Booking Holdings รวมธุรกิจ B2B ของ Agoda, Booking.com และ Priceline เข้าด้วยกัน
  • แพลตฟอร์มใหม่ใช้ชื่อว่า Booking Partner Services โดยมี Omri Morgenshtern เป็นผู้นำโครงการ
  • กระบวนการย้ายระบบพาร์ทเนอร์ของ Priceline เริ่มต้นขึ้นแล้วและคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในสิ้นปีนี้หรือลากยาวถึงปี 2027
  • การรวมตัวครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันกับธุรกิจ B2B ของ Expedia Group

บริษัทแม่ด้านการท่องเที่ยวระดับโลกอย่าง Booking Holdings ได้เริ่มกระบวนการรวมโครงสร้างธุรกิจแบบธุรกิจกับธุรกิจ (B2B) ของสามแบรนด์ในเครือ ได้แก่ Agoda, Booking.com และ Priceline ให้กลายเป็นแพลตฟอร์มเดียวกันอย่างเป็นทางการแล้ว โดยแหล่งข่าววงในระบุว่าการย้ายฐานข้อมูลพาร์ทเนอร์ฝั่ง Priceline ได้เริ่มดำเนินการไปเรียบร้อยแล้วในขณะนี้

แพลตฟอร์มใหม่ล่าสุดนี้มีชื่อเรียกว่า Booking Partner Services ซึ่งถือเป็นหมุดหมายสำคัญในการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ของการจำหน่ายสินค้าและบริการท่องเที่ยวให้กับสถาบันการเงิน สายการบิน และพันธมิตรทางธุรกิจรายอื่นๆ โดยก่อนหน้านี้ไม่นานทาง Skift ได้รายงานเอ็กซ์คลูซีฟไปแล้วว่าทางบริษัทได้จัดตั้งหน่วยงาน B2B แห่งใหม่ภายใต้การบริหารงานของ Omri Morgenshtern ซีอีโอแห่ง Agoda

software api code dashboard laptop

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง

สำหรับภารกิจการโอนย้ายพาร์ทเนอร์ทั้งหมดของเครือ Booking เข้าสู่ระบบแพลตฟอร์มใหม่นี้ถือเป็นงานช้างที่มีความซับซ้อนสูง โดยคาดการณ์ว่ากระบวนการเชื่อมต่อระบบ API และการย้ายฐานข้อมูลทั้งหมดอาจกินเวลาไปจนถึงช่วงสิ้นปีนี้ หรืออาจลากยาวต่อเนื่องไปจนถึงปี 2027 เลยทีเดียว

การตัดสินใจรวมศูนย์ระบบ B2B ของ Booking Holdings ถือเป็นการหักมุมจากยุทธศาสตร์ดั้งเดิมที่เคยเน้นการปล่อยให้แต่ละแบรนด์ดำเนินกิจการและรักษาความเป็นอิสระต่อกันมาโดยตลอด การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่เพียงช่วยลดความซ้ำซ้อนในการพัฒนาเทคโนโลยี แต่ยังเป็นการปรับตัวเพื่อรับมือกับคู่แข่งคนสำคัญอย่าง Expedia Group ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงกับโมเดลธุรกิจ B2B แบบรวมศูนย์ที่เป็นส่วนเติบโตเร็วที่สุดของพวกเขา อย่างไรก็ตาม การโยกย้ายระบบครั้งใหญ่นี้อาจส่งผลให้พาร์ทเนอร์สูญเสียอำนาจต่อรอง เนื่องจากไม่สามารถนำข้อเสนอจากทั้งสามแบรนด์มาเปรียบเทียบหรือแข่งขันกันเองได้อีกต่อไป

แหล่งข่าวผู้ใกล้ชิดกับการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ได้ให้ทัศนะเกี่ยวกับความท้าทายที่ต้องเผชิญว่า เป็นงานที่มีสเกลขนาดใหญ่มากเพราะต้องโยกย้ายผู้ใช้งานทุกคนออกนอกระบบเดิม พร้อมทั้งสลับเปลี่ยนการเชื่อมต่อผ่าน API ของแต่ละรายให้เข้ามาอยู่บนมาตรฐานเดียวกัน

ที่มา: Skift

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น
0/2000

พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้