ส.ส.ภูมิใจไทยแจงดราม่านมโรงเรียนเหลือเพียบจนต้องให้หมา ชง สพฐ. ทบทวนงบใหม่
นายสุทธิชัย ออกโรงชี้แจงปมวิจารณ์นมโรงเรียนเหลือล้นจนต้องให้สุนัขกิน ยันมุ่งสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้าง พร้อมเสนอให้ สพฐ. ปรับระบบจัดสรรตามความต้องการแท้จริงของเด็กแต่ละพื้นที่

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- นายสุทธิชัย ส.ส.พรรคภูมิใจไทย ชี้แจงดราม่านมโรงเรียนเหลือจนต้องให้สุนัขกิน
- ระบุต้นตอจากประเด็นอภิปรายใน กมธ.งบ เมื่อวันที่ 4 สิงหาคมที่ผ่านมา
- เสนอให้ สพฐ. ทบทวนระเบียบและปรับระบบจัดสรรงบตามความต้องการจริงในแต่ละพื้นที่
- ยืนยันไม่ใช่การตัดสิทธิ์เด็ก แต่ต้องการให้งบประมาณภาครัฐเกิดประโยชน์สูงสุด
จากกรณีประเด็นร้อนเรื่องนมโรงเรียนที่กลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสังคม ล่าสุด นายสุทธิชัย ได้ออกมาเปิดเผยและชี้แจงถึงที่มาของเรื่องดังกล่าว โดยระบุว่าสิ่งที่ตนได้หยิบยกขึ้นมาอภิปรายนั้น เป็นการสะท้อนภาพปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่ ซึ่งควรได้รับการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม แทนที่จะปล่อยให้งบประมาณแผ่นดินต้องสูญเปล่าไปกับระบบการจัดสรรแบบเดิมที่ไร้ความยืดหยุ่น
นายสุทธิชัยกล่าวถึงแนวทางการแก้ปัญหาว่า ตนได้เสนอให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) พิจารณาปรับเปลี่ยนวิธีคิดและระบบการจัดสรรงบประมาณใหม่ทั้งหมด โดยต้องอาศัยข้อมูลและข้อเท็จจริงของแต่ละพื้นที่เป็นฐานสำคัญ นอกจากนี้ โรงเรียนควรทำการสำรวจความต้องการของนักเรียนอย่างแท้จริง ครอบคลุมทั้งจำนวนผู้บริโภค พฤติกรรมการดื่มนม และความจำเป็นด้านโภชนาการ เพื่อให้การแจกจ่ายนมสอดคล้องกับวิถีชีวิตของเด็กในแต่ละภูมิภาคมากที่สุดโดยไม่ยึดติดกับระเบียบเดิมๆ

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
ในประเด็นเรื่องความคุ้มค่าของงบประมาณ นายสุทธิชัยระบุเพิ่มเติมว่า งบประมาณที่ดีไม่ใช่การใช้เงินให้หมดไปตามกรอบเวลา แต่คือการบริหารจัดการเงินภาษีของประชาชนทุกบาททุกสตางค์ให้เกิดผลสัมฤทธิ์ที่ดีที่สุดต่อเด็กไทย เพราะเป้าหมายสูงสุดคือการยกระดับคุณภาพชีวิตและภาวะโภชนาการของเยาวชน ไม่ใช่การทำตามระบบที่อาจไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงในปัจจุบัน
"ผมขอยืนยันว่าการเสนอให้ทบทวนครั้งนี้ไม่ใช่การลดทอนสิทธิ หรือโอกาสของเด็กไทย แต่เป็นการทำให้ระบบมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อให้งบประมาณทุกบาททุกสตางค์ไปถึงเด็กที่มีความจำเป็นอย่างแท้จริง และสร้างประโยชน์สูงสุดต่ออนาคตของลูกหลานไทย"
นายสุทธิชัย
ย้อนกลับไปที่จุดเริ่มต้นของประเด็นดราม่าดังกล่าว เกิดขึ้นจากการที่นายสุทธิชัยได้ลุกขึ้นอภิปรายในที่ประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม โดยในการอภิปรายช่วงหนึ่งได้ยกตัวอย่างสถานการณ์ในโรงเรียนเขตเมือง เช่นที่จังหวัดร้อยเอ็ด ซึ่งเด็กนักเรียนในเมืองมักนิยมดื่มนมแบรนด์อื่นตามความชอบ ส่งผลให้นมโรงเรียนที่รัฐจัดสรรให้เหลือจำนวนมาก จนกลายเป็นภาระของครูที่ต้องแบกกลับบ้าน หรือต้องนำไปให้สุนัขกิน พร้อมทั้งตั้งคำถามว่าในจุดที่ไม่มีความจำเป็นจริงๆ สมควรพิจารณาตัดทอนออกหรือไม่
การถกเถียงเรื่องนมโรงเรียนในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายในการบริหารจัดการงบประมาณภาครัฐแบบรวมศูนย์ (Centralized Budgeting) ที่มักเผชิญกับปัญหา 'ขนาดเดียวใช้ได้กับทุกคน' (One-size-fits-all) ซึ่งบริบทของเด็กในโรงเรียนเมืองและโรงเรียนชนบทมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ทั้งในแง่พฤติกรรมการบริโภคและการเข้าถึงผลิตภัณฑ์ทางเลือก การที่ สพฐ. จะปรับปรุงเกณฑ์การจัดสรรจึงต้องอาศัยความยืดหยุ่นและการกระจายอำนาจให้สถานศึกษาประเมินความต้องการล่วงหน้าอย่างแม่นยำ เพื่อป้องกันปัญหาอาหารส่วนเกิน (Food Waste) และความคุ้มค่าของงบแผ่นดินในระยะยาว
ที่มา: Matichon Politics
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น