อนาคต Argos หลังเปลี่ยนมือ: การพลิกโฉมครั้งใหญ่จะสู้ศึกอีคอมเมิร์ซได้หรือไม่
แบรนด์ค้าปลีกเก่าแก่คู่ถนนคนเดินอังกฤษกำลังเผชิญบททดสอบสำคัญหลังถูกขายออกไป ท่ามกลางความท้าทายจากยักษ์ใหญ่อย่าง Amazon

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- Argos แบรนด์ค้าปลีกอังกฤษอายุเก่าแก่กว่า 50 ปี ถูกบริษัทแม่ Sainsbury's ประกาศขายในราคาต่ำกว่าที่ซื้อมาเมื่อ 10 ปีก่อน
- ยอดขายปีล่าสุดอยู่ที่ 4.1 พันล้านปอนด์ น้อยกว่ายักษ์ใหญ่ออนไลน์อย่าง Amazon ที่ทำยอดขายในสหราชอาณาจักรถึง 3.2 หมื่นล้านปอนด์
- จุดแข็งสำคัญคือเครือข่ายร้านค้าและการบริการรับสินค้าวันเดียวได้ฟรี แต่ยังต้องปรับปรุงแอปพลิเคชันและการบริการลูกค้า
แบรนด์ค้าปลีกอายุกว่าครึ่งศตวรรษอย่าง Argos ซึ่งปัจจุบันยังคงถูกใช้งานโดยราวครึ่งหนึ่งของครัวเรือนทั่วสหราชอาณาจักร กำลังเผชิญกับช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ หลังจาก Sainsbury's เจ้าของกิจการ ได้ตัดสินใจขายกิจการออกไปในมูลค่าที่ต่ำกว่าราคาที่เคยซื้อมาเมื่อทศวรรษก่อนอย่างมาก ท่ามกลางภาวะยอดขายที่ซบเซาและการแข่งขันที่ดุเดือดจากร้านค้างออนไลน์รายใหญ่
เมื่อสำนักข่าว BBC ลงพื้นที่สำรวจความคิดเห็นของนักช้อปในกรุงลอนดอน เสียงแตกออกเป็นสองฝ่ายอย่างชัดเจน ฝ่ายที่ชื่นชอบ เช่น Enrico วัย 28 ปี มองว่า Argos มอบความสะดวกสบายในการรับสินค้าภายในวันเดียว แถมยังเต็มไปด้วยความทรงจำวัยเด็กอันน่าประทับใจ แต่ในมุมมองของคนอื่น ๆ แบรนด์กลับตามไม่ทันโลกยุคใหม่และสู้ความหลากหลายของสินค้าออนไลน์ไม่ได้ โดย Jack Cunningham วัย 26 ปี จากเคนต์ เล่าว่าเขาเลือกใช้บริการ Argos เวลาทำงานในลอนดอนเพราะมั่นใจกว่าการสั่งของถูก ๆ จาก Amazon แล้วพบว่าขนาดไม่ตรงปก

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
แม้ผู้บริหารจะทุ่มงบลงทุนด้านดิจิทัลไปไม่น้อย แต่ Argos ก็ไม่เคยเติบโตจนกลายมาเป็นคู่แข่งที่สมน้ำสมเนื้อของ Amazon ได้อย่างแท้จริง โดยทำยอดขายปีที่ผ่านมาได้ 4.1 พันล้านปอนด์ เทียบกับ Amazon ที่กวาดไปถึง 3.2 หมื่นล้านปอนด์ในสหราชอาณาจักร อย่างไรก็ตาม Argos ยังมีจุดขายที่แพลตฟอร์มออนไลน์ไม่มี นั่นคือเครือข่ายสาขา มุมสินค้าภายในซูเปอร์มาร์เก็ต Sainsbury's และจุดรับสินค้าที่ลูกค้าสามารถคลิกสั่งแล้วมารับได้ทันทีในวันเดียวกันโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
การเปลี่ยนผ่านมือของ Argos ไปสู่กลุ่มทุนใหม่อย่าง Swift Partners ซึ่งนำโดยอดีตผู้บริหารระดับสูงจาก Co-operative Group สะท้อนให้เห็นความพยายามในการดึงมืออาชีพสายค้าปลีกเข้ามาแก้เกมในตลาดที่หินยิ่งขึ้น ต่างจาก Sainsbury's ที่เน้นธุรกิจซูเปอร์มาร์เก็ตเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม ความท้าทายที่แท้จริงคือการผสมผสานจุดแข็งด้านหน้าร้านเข้ากับประสบการณ์แอปพลิเคชันมือถือที่ต้องเฉียบคมพอจะสู้กับผู้เล่นอีคอมเมิร์ซราคาประหยัดรุ่นใหม่ได้
ในด้านโครงสร้างร้านค้า นับตั้งแต่ปี 2012 จำนวนสาขาแบบสแตนด์อโลนของ Argos ลดฮวบจาก 845 แห่ง เหลือเพียงราว 200 แห่งในปัจจุบัน ขณะเดียวกันก็ได้เปิดสาขาแบบ shop-within-shop เพิ่มขึ้นราว 450 แห่งในพื้นที่ของ Sainsbury's ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าเป็นกลยุทธ์ที่ชาญฉลาดในการดึงฐานลูกค้ากลุ่มใหญ่ แม้ลูกค้าจะยังคงได้สะสมแต้มบัตร Nectar ต่อไปหลังการเปลี่ยนมือ แต่ลูกค้าบางรายอย่าง Nicole วัย 40 ปี กลับอยากให้ขยายสาขาไปในซูเปอร์มาร์เก็ตอื่น ๆ เช่น เทสโก้ ด้วยซ้ำ
"คุณสามารถสั่งของราคาถูกมากบน Amazon แต่มันอาจจะมาส่งแล้วผิดขนาด"
Jack Cunningham
นักวิเคราะห์ค้าปลีกอย่าง Catherine Shuttleworth มองว่า Argos จำเป็นต้องเร่งพัฒนาแอปพลิเคชันให้ทัดเทียมกับผู้เล่นออนไลน์รายอื่น ๆ เช่น Shein และ Temu ควบคู่ไปกับการรักษาจุดยืนแบรนด์เก่าแก่ที่น่าเชื่อถือ ขณะที่ Hugh Radojev บรรณาธิการจาก Retail Week ชี้ว่าการบริการลูกค้าคืออีกหนึ่งจุดที่ต้องยกระดับให้ดีขึ้น ท่ามกลางความเห็นของ Richard Hyman นักวิเคราะห์อีกรายที่มองว่าตลาดค้าปลีกปัจจุบันมีความเคี่ยวสูงมากจนต้องลุ้นหนักว่าเจ้าของใหม่จะพาแบรนด์ฝ่าฟันไปได้ไกลแค่ไหน
ที่มา: BBC Business
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น