“ต้อม รชนีกร” เปิดใจหลังศาลสั่งคู่กรณีจ่าย 7.7 ล้าน เป็นจำเลยสังคม 3 ปี เหมือนได้ปลดล็อก
นักแสดงสาว ต้อม รชนีกร เผยความรู้สึกหลังศาลมีคำพิพากษาให้ ปิ่น เลอลักษณ์ ชดใช้ 7.7 ล้านบาท พร้อมสู้คดีมานานถึง 3 ปีจนชีวิตเหมือนได้ปลดล็อก

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- ศาลสั่ง ปิ่น เลอลักษณ์ ชดใช้ค่าเสียหายให้ ต้อม รชนีกร เป็นเงินจำนวน 7.7 ล้านบาท
- ต้อมเปิดใจผ่านการตั้งโต๊ะแถลงข่าวหลังตกเป็นจำเลยของสังคมนานถึง 3 ปีเต็ม
- ทนายความเผยจุดชนะคดีมาจากข้อเท็จจริงและภาระพิสูจน์ทางการแพทย์ในคดีผู้บริโภค
- นักแสดงสาวยังคงต้องทำกายภาพบำบัดและรักษาอาการต่อเนื่องซึ่งอาจส่งผลไปตลอดชีวิต
กลายเป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจในวงการบันเทิง เมื่อนักแสดงสาวชื่อดัง ต้อม รชนีกร ได้มอบหมายให้ทนายความเดินทางไปฟังคำพิพากษาแทน ก่อนจะออกมาตั้งโต๊ะแถลงข่าวเปิดใจกับสื่อมวลชนด้วยความโล่งอก หลังศาลมีคำพิพากษาให้ ปิ่น เลอลักษณ์ ต้องชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงินจำนวน 7.7 ล้านบาท จากกรณีข้อพิพาทที่ยืดเยื้อมานานถึง 3 ปีเต็ม
ต้อม รชนีกร เผยถึงช่วงเวลาที่ผ่านมาว่าตนต้องเผชิญกับการเป็นจำเลยของสังคม ถูกโจมตีและเผชิญกับถ้อยคำรุนแรงในใจมาโดยตลอด เช่นคำว่าเนรคุณหรือสตอเบอร์รี จนต้องใส่หน้ากากอนามัยอำพรางใบหน้าเวลาเดินออกไปข้างนอกเพราะขาดความมั่นใจ การชนะคดีในครั้งนี้จึงเหมือนกับชีวิตได้ถูกปลดล็อกและได้กลับมาเป็นคนปกติอีกครั้ง พร้อมขอบคุณความยุติธรรมที่เกิดขึ้นจากพยานหลักฐานและความจริงทั้งหมด

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
ในประเด็นเรื่องค่าเสียหายที่ตอนแรกเคยมีการเรียกเรียกร้องสูงถึง 50 ล้านบาท ทางนักแสดงสาวยอมรับว่าตัวเลขดังกล่าวประเมินจากผลกระทบด้านการทำงานและความเสียหายของภาพลักษณ์ แต่ในความเป็นจริงทราบดีว่าศาลจะพิจารณาจากมาตรฐานความเหมาะสม พร้อมระบุว่าอาการบาดเจ็บที่เกิดขึ้นจากการรักษานั้นสร้างความทรมานจนถึงปัจจุบัน ไม่สามารถอ้าปากกว้างได้ตามปกติ มีอาการปวดเบ้าตาและขมับต้องคอยทำกายภาพบำบัดและอาจต้องเผชิญกับสภาพร่างกายเช่นนี้ไปตลอดชีวิต
"ความรู้สึกแรกที่ชนะคดี เราสู้มา 3 ปี เป็นจำเลยของสังคมมา 3 ปี ที่คนไม่ได้รู้ตื้นลึกหนาบางคืออะไร ความเป็นจริงคืออะไร จริงๆ คน 2 ฝ่ายเท่านั้นที่รู้ว่าความจริงคืออะไร"
ต้อม รชนีกร
ด้านทีมทนายความได้อธิบายถึงเบื้องหลังความสำเร็จในการต่อสู้คดีครั้งนี้ว่า เป็นการต่อสู้ตามข้อเท็จจริงในคดีผู้บริโภค ซึ่งตามกฎหมายระบุให้ภาระพิสูจน์อยู่ที่แพทย์ว่าการกระทำดังกล่าวไม่ได้มีความผิดหรือละเมิด โดยศาลได้พิจารณาเบื้องต้นแล้วเห็นว่าความประมาทเกิดขึ้นจากแพทย์ และมีการส่งมอบเอกสารใบรับรองแพทย์รวมถึงหลักฐานสำคัญในการสืบพยานยาวนาน 3-4 วันเต็ม โดยทนายความยืนยันว่าไม่รู้สึกกังวลหากทางฝั่งคู่กรณีจะมีการยื่นอุทธรณ์หรือฟ้องร้องกลับ เนื่องจากทุกอย่างดำเนินการตามพยานหลักฐานและอยู่ในกรอบกฎหมาย
คดีนี้ถือเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจในแง่ของกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคที่เกี่ยวข้องกับการทำศัลยกรรมและความงาม ซึ่งภาระการพิสูจน์ (Burden of Proof) มักจะตกอยู่กับผู้ให้บริการทางการแพทย์ในการพิสูจน์ว่ามาตรฐานการรักษาถูกต้องและไม่มีความประมาท นอกจากนี้ยังสะท้อนถึงผลกระทบทางจิตใจของผู้มีชื่อเสียงที่ต้องเผชิญกับกระแสสังคมในโลกออนไลน์ก่อนที่กระบวนการทางกฎหมายจะสิ้นสุดลง
ที่มา: Thairath Entertainment
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น