แร็ปเปอร์ Fenix Flexin ยอมรับแล้วหลังเคยปฏิเสธ ปมใช้ AI สร้างเพลงดัง Rubberz
แร็ปเปอร์ชื่อดังจากลอสแอนเจลิสกลับลำ ยืนยันไม่เคยปฏิเสธเรื่องการใช้เทคโนโลยี AI ในเพลงฮิตแนวซินธพ็อปยุค 80 พร้อมมองว่าเป็นเรื่องปกติของการตามให้ทันโลก

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- Fenix Flexin ยอมรับผ่านคอมเมนต์ Instagram ว่าใช้ AI สร้างเพลง Rubberz
- โปรดิวเซอร์ Medasin และบริษัทผู้พัฒนาแอป Treblo ออกมาแฉและใช้เครื่องมือตรวจจับยืนยัน
- ก่อนหน้านี้เจ้าตัวเคยปฏิเสธเสียงแข็งในรายการวิทยุ Hot 97 ว่าไม่มีการใช้ AI
- ทีมงานเคยพยายามสร้างหลักฐานปลอม ทั้งคลิปเซสชันอัดเสียงและอ้างว่าร้องเองในห้องนั่งเล่น
ประเด็นร้อนในวงการเพลงฮิตเมื่อแร็ปเปอร์หนุ่มจากลอสแอนเจลิสอย่าง Fenix Flexin เริ่มผ่อนปรนท่าทีและยอมรับเป็นนัยว่าตนได้พึงพาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ในการสร้างสรรค์บทเพลงแนวซินธพ็อปกลิ่นอายยุค 80 ที่มีชื่อว่า "Rubberz" หลังจากที่ก่อนหน้านี้พยายามปฏิเสธมาโดยตลอด การพลิกลิ้นครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางหลักฐานมัดตัวแน่นหนาจากฝั่งโปรดิวเซอร์และผู้พัฒนาเครื่องมือ AI
เรื่องราวทั้งหมดเริ่มปะทุขึ้นเมื่อโปรดิวเซอร์หนุ่ม Medasin ได้เผยแพร่วิดีโอหลักฐานระบุว่าเพลงดังกล่าวถูกสร้างขึ้นโดยใช้เครื่องมือ AI ที่มีชื่อว่า Treblo หรือที่รู้จักกันในชื่อเดิมว่า Sonauto ประกอบกับทางบริษัทผู้พัฒนาได้ปล่อยเครื่องมือ AI detector ออกมาพิสูจน์ชัดเจนว่าเพลงนี้ถูกสร้างขึ้นด้วยระบบ Treblo AI จริงๆ แม้กระทั่งภาพปกซิงเกิลดังกล่าวก็ยังถูกมองว่าน่าจะสร้างขึ้นด้วยปัญญาประดิษฐ์เช่นเดียวกัน
แรงกดดันดังกล่าวทำให้ Fenix Flexin ต้องออกมาตอบคอมเมนต์บน Instagram ของตนเอง หลังจากที่มีผู้ใช้รายหนึ่งหยิบยกกรณีของแร็ปเปอร์ Tyga ซึ่งออกมายอมรับว่าใช้ AI ในอัลบั้มกลิ่นอายยุค 80 อย่าง $tarface โดย Fenix ได้ชี้แจงความจริงในมุมของตนเองว่า:
"never said I didn’t use AI , i said it had nun to do w recording process . I didn’t even know what da app was till we mixed it and erbody started commenting . ain’t nothing wrong w using new technology as a tool keep up w the times or get left behind"
Fenix Flexin
คำชี้แจงดังกล่าวระบุว่าเขาไม่เคยบอกว่าไม่ได้ใช้ AI เพียงแต่บอกว่ามันไม่ได้เกี่ยวข้องกับขั้นตอนการบันทึกเสียง และเขาเพิ่งมารู้จักแอปพลิเคชันดังกล่าวในช่วงที่กำลังมิกซ์เสียงและเริ่มมีคนวิจารณ์ พร้อมทั้งมองว่าไม่ใช่เรื่องเสียหายที่จะใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ เป็นเครื่องมือเพื่อให้ก้าวทันยุคสมัยไม่เช่นนั้นจะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
การยอมรับของศิลปินฮิปฮอปชื่อดังในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในการยอมรับเทคโนโลยี AI ของวงการเพลงกระแสหลัก ซึ่งเดิมทีศิลปินมักจะปกปิดการใช้งานเพื่อรักษาภาพลักษณ์ความเป็นศิลปินแท้จริง (authentic) การที่เครื่องมือตรวจจับเสียงและเครื่องมือสร้างเพลงอย่าง Treblo พัฒนาจนมีความแม่นยำสูง ทำให้การปฏิเสธความจริงทำได้ยากขึ้นเรื่อยๆ และบังคับให้วงการเพลงต้องปรับตัวยอมรับบริบทใหม่ที่เทคโนโลยีเข้ามามีส่วนร่วมในการผลิตผลงาน
อย่างไรก็ตาม คำกล่าวอ้างล่าสุดของเขาย้อนแย้งกับสิ่งที่เคยเกิดขึ้นเมื่อเดือนที่แล้วอย่างสิ้นเชิง โดยในการให้สัมภาษณ์ในรายการ Mornings With Mero ทางสถานีวิทยุ Hot 97 เมื่อผู้ดำเนินรายการอย่าง Kazeem Famuyide ยิงคำถามตรงๆ เกี่ยวกับการใช้ AI เขากลับยืนยันอย่างหนักแน่นว่า "ไม่มี AI เกี่ยวข้องในเพลงนี้อย่างแน่นอน"
นอกจากนี้ ในช่วงที่เพลงเพิ่งปล่อยออกมาใหม่ๆ Fenix และทีมงานพยายามอย่างหนักในการสร้างความน่าเชื่อถือเพื่อลบข้อครหา โดยมีการเผยแพร่คลิปวิดีโอไฟล์เซสชันบันทึกเสียงที่อ้างว่าเป็นเบื้องหลัง เข้าไปคอมเมนต์โต้เถียงยืนยันว่าเพลงนี้แต่งและร้องโดยมนุษย์สองคนในห้องนั่งเล่นโดยใช้โปรแกรม pro tools, auto tune และใส่เสียงรีเวิร์บ รวมถึงอ้างว่าเขาเป็นคนร้องเองจริงๆ ในคลิปที่มีการแสดงท่าทางลิปซิงค์
ที่มา: The Verge
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น