Samsung เตือนวิกฤต RAM ส่อลากยาวถึง 2028 ดันราคาสินค้าไอทีพุ่ง
ซัมซุงประเมินวิกฤตขาดแคลนหน่วยความจำ RAM จะรุนแรงขึ้นในปี 2027 และลากยาวถึงปี 2028 ส่งผลให้ราคาอุปกรณ์ไอทีและเครื่องเล่นเกมพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- ซัมซุงคาดการณ์ภาวะขาดแคลน RAM จะรุนแรงขึ้นในปี 2027 และลากยาวถึงปี 2028
- ราคาขายปลีกชุด RAM, เครื่องเล่นเกม และคอมพิวเตอร์ประกอบสำเร็จรูปจ่อปรับตัวสูงขึ้น
- วิกฤตนี้ส่งผลกระทบต่อราคาเครื่องเล่นเกมอย่าง PS5, Xbox และ Steam Machine ของ Valve
- รายงานจาก Deloitte เผยงบลงทุนผู้ผลิตชิป 3 รายพุ่งเกือบ 340 เปอร์เซ็นต์ แต่ซัพพลายใหม่จะไม่มาจนกว่าจะถึงปี 2029-2030
ปัญหาการขาดแคลนหน่วยความจำ RAM ยังคงไม่มีวี่แววว่าจะคลี่คลายลงในเร็วๆ นี้ โดยรายงานจาก TweakTown ระบุว่า ซัมซุงได้ออกมาเตือนถึงสถานการณ์ที่อาจกลายเป็นความปกติใหม่ของอุตสาหกรรมฮาร์ดแวร์คอมพิวเตอร์ ซึ่งจะส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อผู้บริโภคผ่านราคาขายปลีกที่ทะยานสูงขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นชุด RAM เครื่องเล่นเกม หรือคอมพิวเตอร์ประกอบสำเร็จรูป
แจแจอุน คิม รองประธานบริหารฝ่ายธุรกิจชิปหน่วยความจำของซัมซุง ได้เปิดเผยกับนักลงทุนในการประชุมแถลงผลประกอบการว่า ทางบริษัทประเมินว่าจะยังไม่เห็นปริมาณซัพพลายที่เพิ่มขึ้นอย่างแน่นอนไปจนถึงปี 2028 พร้อมทั้งคาดการณ์ว่าข้อจำกัดด้านซัพพลายจะยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นในปี 2027 อีกด้วย
"บริษัทเชื่อว่าไม่น่าจะเห็นซัพพลายที่เพิ่มขึ้นแอนย่างใดไปจนถึงปี 2028 และคาดว่าข้อจำกัดด้านซัพพลายจะยิ่งรุนแรงขึ้นในปี 2027"
แจแจอุน คิม
สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาจำหน่ายอุปกรณ์เกมมิ่งหลากหลายค่าย ไม่ว่าจะเป็นกรณีการปรับขึ้นราคาของ PS5 จาก Sony รวมถึง Xbox Series X และ Xbox Series S ของ Microsoft ตลอดจนเครื่องเล่นเกมรุ่นถัดไปที่ต้องเผชิญกับทิศทางราคาในลักษณะเดียวกัน นอกจากนี้ Steam Machine ของ Valve ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน หลังจากที่ Valve เคยตั้งเป้าหมายราคาเริ่มต้นไว้ที่ 750 ดอลลาร์สหรัฐ แต่จากวิกฤต RAM ทำให้บริษัทไม่มีทางเลือกอื่น เนื่องจากไม่สามารถใช้วิธีอุดหนุนราคาเหมือนกับที่เคยทำกับ Steam Deck ได้
วิกฤตขาดแคลน RAM ในครั้งนี้มีความแตกต่างจากปัญหาคอขวดในอดีต เนื่องจากเกี่ยวโยงกับการลงทุนมหาศาลในโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่แย่งชิ้นส่วนและกำลังการผลิตไปจากตลาดคอนсуเมอร์ โดยเมื่อโรงงานผลิตชิปต้องทุ่มงบประมาณไปกับชิปราคาสูงสำหรับเซิร์ฟเวอร์และ AI จึงทำให้สายการผลิต RAM แบบดั้งเดิมถูกลดความสำคัญลง ส่งผลให้ราคาฮาร์ดแวร์สำหรับผู้บริโภคทั่วไปต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้นในระยะยาว

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
ในมุมมองที่กว้างขึ้น เว็บไซต์ Gamesbeat ได้หยิบยกรายงานจาก Deloitte มาประเมินว่า งบลงทุนรวมของผู้ผลิตหน่วยความจำรายใหญ่ 3 ราย ได้แก่ Samsung, SK Hynix และ Micron จะพุ่งสูงขึ้นเกือบ 340 เปอร์เซ็นต์ในช่วงปี 2024 ถึง 2027 แต่ซัพพลายใหม่ที่จะเกิดขึ้นจากการลงทุนมหาศาลนี้กลับคาดว่าจะยังไม่สามารถเข้าสู่ตลาดได้จนกว่าจะถึงปี 2029 หรือ 2030 ทำให้การประเมินของซัมซุงอาจจะยังมองโลกในแง่ดีเกินไปด้วยซ้ำ
วิกฤตครั้งนี้จึงทำให้ตลาดฮาร์ดแวร์คอมพิวเตอร์เข้าสู่สภาวะไร้เสถียรภาพอย่างสมบูรณ์ ขณะที่ตลาดการ์ดจอก็เผชิญกับภาวะย่ำแย่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษ สะท้อนได้จากการที่ Nvidia ตัดสินใจนำการ์ดจอรุ่นเก่าอย่าง RTX 3060 กลับมาทำตลาดใหม่อีกครั้ง ในขณะที่ AMD ทำการเปิดตัวการ์ดจอ Radeon RX 9050 ความจุ 8GB ซึ่งสถานการณ์ทั้งหมดในขณะนี้ยังคงไร้ซึ่งสัญญาณเชิงบวกในระยะใกล้
ที่มา: Thairath Lifestyle
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น