ข้ามไปเนื้อหาหลัก

เจาะเบื้องหลังระบบตั้งชื่อแฮกเกอร์ของ Google ทำไมกลุ่มจารกรรมต้องมีโค้ดเนม

Shane Huntley หัวหน้าทีม Google Threat Intelligence เผยเหตุผลการยกเครื่องระบบตั้งชื่อกลุ่มแฮกเกอร์ใหม่ หลังปัจจุบันต้องติดตามกลุ่มภัยคุกคามมากกว่า 5,000 กลุ่มทั่วโลก

เรียบเรียงโดย AI
Inewgen
08 Aug 2026ที่มา: TechCrunch3 นาทีอ่าน (0 ครั้ง)
แชร์
เจาะเบื้องหลังระบบตั้งชื่อแฮกเกอร์ของ Google ทำไมกลุ่มจารกรรมต้องมีโค้ดเนม

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง

ขนาดตัวอักษร
  • Google ปรับระบบตั้งชื่อกลุ่มแฮกเกอร์ใหม่ เลิกใช้รหัสแบบเดิมอย่าง APT1 หรือ APT41
  • รูปแบบใหม่ประกอบด้วยชื่อแรกแบบสุ่มที่จดจำง่าย และคำลงท้ายระบุประเทศต้นกำเนิด
  • ปัจจุบัน Google ติดตามกลุ่มภัยคุกคามหรือ activity clusters มากกว่า 5,000 กลุ่ม
  • การตั้งชื่อช่วยให้องค์กรเข้าใจพฤติกรรมผู้โจมตีและตอบสนองต่อเหตุการณ์ได้รวดเร็วขึ้น

ในวงการความปลอดภัยไซเบอร์มานานกว่าทศวรรษ การตั้งชื่อให้กับกลุ่มแฮกเกอร์ถือเป็นเรื่องปกติเพื่อให้ง่ายต่อการสื่อสาร บางชื่ออย่าง Fancy Bear กลายเป็นที่รู้จักในวงกว้างเนื่องจากการโจมตีครั้งใหญ่ แต่สำหรับคนในวงการเอง การจดจำชื่อทั้งหมดก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะแต่ละบริษัทต่างมีระบบการตั้งชื่อของตนเอง จนกระทั่งเดือนสิงหาคม 2026 Google ได้ตัดสินใจยกเครื่องระบบตั้งชื่อกลุ่มแฮกเกอร์ครั้งใหญ่

ยุคของการใช้รหัสตัวเลขอย่าง APT1 หรือ APT41 ซึ่งเป็นระบบดั้งเดิมของ Mandiant บริษัทความปลอดภัยที่ปัจจุบันกลายเป็นส่วนหนึ่งของ Google ได้สิ้นสุดลงแล้ว ระบบใหม่ของ Google ถูกออกแบบมาให้เรียบง่ายขึ้น โดยกลุ่มแฮกเกอร์จะมีชื่อแรกแบบสุ่มที่จดจำได้ง่าย และตามด้วยคำที่สองซึ่งตัวอักษรแรกระบุถึงประเทศต้นกำเนิด ได้แก่ Castle สำหรับประเทศจีน, Ion สำหรับอิหร่าน, Neptune สำหรับเกาหลีเหนือ และ Relic สำหรับรัสเซีย

Shane Huntley ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยีของ Google Threat Intelligence Group เปิดเผยกับ TechCrunch ว่า การปรับระบบครั้งนี้มีความจำเป็นเพื่อสร้างความชัดเจนให้กับนักวิจัยด้านความปลอดภัยทั้งภายในและภายนอกองค์กร ในช่วงต้นปี 2010 ยุคที่บริษัทต่างๆ เริ่มเผยแพร่รายงานการโจมตีไซเบอร์และตั้งชื่อแฮกเกอร์ พวกเขาไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าจะมีกลุ่มภัยคุกคามจำนวนมากเช่นเดียวกับในปัจจุบัน

cyber threat intelligence data analysis screen

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง

5,000+กลุ่มภัยคุกคามที่ Google ติดตาม

John Hultquist หัวหน้านักวิเคราะห์ของ Google Threat Intelligence Group ระบุว่า ปัจจุบัน Google ทำหน้าที่ติดตามกลุ่มภัยคุกคามหรือ activity clusters มากกว่า 5,000 กลุ่มในหลายประเทศ โดย Shane Huntley เสริมว่ามีประเทศพัฒนาแล้วเพียงไม่กี่แห่งเท่านั้นที่ไม่มีขีดความสามารถทางไซเบอร์หรือกลุ่มแฮกเกอร์เป็นของตนเอง

ไม่อยากพลาดข่าวใหม่?

สมัครรับสรุปข่าวสารใหม่ทางอีเมล ไม่บ่อยจนรำคาญ

โฆษณา

"we were not expecting to have as many threat groups as we do today."

Shane Huntley, Google Threat Intelligence Group

การตั้งชื่อกลุ่มแฮกเกอร์ไม่ได้เป็นเพียงแค่กิจกรรมทางวิชาการเท่านั้น เป้าหมายหลักคือการมีความเข้าใจพื้นฐานว่าใครกำลังโจมตีใคร และโจมตีด้วยวิธีใด เพื่อให้อרגกรสามารถรับรู้ภัยคุกคามได้อย่างรวดเร็ว เตรียมตัวรับมือ และหยุดยั้งการโจมตีหรือตรวจสอบเหตุการณ์ได้ทันท่วงที Shane Huntley อธิบายเพิ่มเติมว่าสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการตั้งชื่อและติดตามแฮกเกอร์อย่างสม่ำเสมอ

การเปลี่ยนผ่านระบบตั้งชื่อของ Google สะท้อนถึงความซับซ้อนของสงครามไซเบอร์ยุคใหม่ การมีระบบระบุประเทศต้นกำเนิดอย่างชัดเจนผ่านคำลงท้าย (เช่น Castle หรือ Relic) ช่วยให้นักวิเคราะห์สามารถคัดกรองความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์ได้ทันทีเมื่อเกิดเหตุการณ์โจมตีขึ้น แม้ว่าความท้าทายหลักของวงการไอทีคือการที่แต่ละบริษัทใช้ฐานข้อมูลไม่ตรงกัน แต่การรวมระบบระหว่าง Threat Analysis Group และ Mandiant ของ Google ก็ช่วยลดความซับซ้อนลงไปได้ระดับหนึ่ง

นอกเหนือจากกลุ่มแฮกเกอร์ที่สนับสนุนโดยรัฐบาล เช่น กลุ่ม Lazarus ของเกาหลีเหนือที่มีพฤติกรรมและเป้าหมายค่อนข้างคงที่แล้ว การติดตามกลุ่มอาชญากรไซเบอร์และกลุ่มรับจ้างแฮกเกอร์ (hacker-for-hire) ยังคงมีความท้าทายสูง เนื่องจากกลุ่มอาชญากรมีการเข้าออกของสมาชิกและแตกตัวได้ง่าย ส่วนกลุ่มรับจ้างแฮกเกอร์มักมีลูกค้ากระจายอยู่ทั่วโลก ทำให้การแกะรอยทำได้ยากกว่า

ที่มา: TechCrunch

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น
0/2000

พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้