เจาะเบื้องหลังระบบตั้งชื่อแฮกเกอร์ของ Google ทำไมกลุ่มจารกรรมต้องมีโค้ดเนม
Shane Huntley หัวหน้าทีม Google Threat Intelligence เผยเหตุผลการยกเครื่องระบบตั้งชื่อกลุ่มแฮกเกอร์ใหม่ หลังปัจจุบันต้องติดตามกลุ่มภัยคุกคามมากกว่า 5,000 กลุ่มทั่วโลก

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- Google ปรับระบบตั้งชื่อกลุ่มแฮกเกอร์ใหม่ เลิกใช้รหัสแบบเดิมอย่าง APT1 หรือ APT41
- รูปแบบใหม่ประกอบด้วยชื่อแรกแบบสุ่มที่จดจำง่าย และคำลงท้ายระบุประเทศต้นกำเนิด
- ปัจจุบัน Google ติดตามกลุ่มภัยคุกคามหรือ activity clusters มากกว่า 5,000 กลุ่ม
- การตั้งชื่อช่วยให้องค์กรเข้าใจพฤติกรรมผู้โจมตีและตอบสนองต่อเหตุการณ์ได้รวดเร็วขึ้น
ในวงการความปลอดภัยไซเบอร์มานานกว่าทศวรรษ การตั้งชื่อให้กับกลุ่มแฮกเกอร์ถือเป็นเรื่องปกติเพื่อให้ง่ายต่อการสื่อสาร บางชื่ออย่าง Fancy Bear กลายเป็นที่รู้จักในวงกว้างเนื่องจากการโจมตีครั้งใหญ่ แต่สำหรับคนในวงการเอง การจดจำชื่อทั้งหมดก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะแต่ละบริษัทต่างมีระบบการตั้งชื่อของตนเอง จนกระทั่งเดือนสิงหาคม 2026 Google ได้ตัดสินใจยกเครื่องระบบตั้งชื่อกลุ่มแฮกเกอร์ครั้งใหญ่
ยุคของการใช้รหัสตัวเลขอย่าง APT1 หรือ APT41 ซึ่งเป็นระบบดั้งเดิมของ Mandiant บริษัทความปลอดภัยที่ปัจจุบันกลายเป็นส่วนหนึ่งของ Google ได้สิ้นสุดลงแล้ว ระบบใหม่ของ Google ถูกออกแบบมาให้เรียบง่ายขึ้น โดยกลุ่มแฮกเกอร์จะมีชื่อแรกแบบสุ่มที่จดจำได้ง่าย และตามด้วยคำที่สองซึ่งตัวอักษรแรกระบุถึงประเทศต้นกำเนิด ได้แก่ Castle สำหรับประเทศจีน, Ion สำหรับอิหร่าน, Neptune สำหรับเกาหลีเหนือ และ Relic สำหรับรัสเซีย
Shane Huntley ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยีของ Google Threat Intelligence Group เปิดเผยกับ TechCrunch ว่า การปรับระบบครั้งนี้มีความจำเป็นเพื่อสร้างความชัดเจนให้กับนักวิจัยด้านความปลอดภัยทั้งภายในและภายนอกองค์กร ในช่วงต้นปี 2010 ยุคที่บริษัทต่างๆ เริ่มเผยแพร่รายงานการโจมตีไซเบอร์และตั้งชื่อแฮกเกอร์ พวกเขาไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าจะมีกลุ่มภัยคุกคามจำนวนมากเช่นเดียวกับในปัจจุบัน

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
John Hultquist หัวหน้านักวิเคราะห์ของ Google Threat Intelligence Group ระบุว่า ปัจจุบัน Google ทำหน้าที่ติดตามกลุ่มภัยคุกคามหรือ activity clusters มากกว่า 5,000 กลุ่มในหลายประเทศ โดย Shane Huntley เสริมว่ามีประเทศพัฒนาแล้วเพียงไม่กี่แห่งเท่านั้นที่ไม่มีขีดความสามารถทางไซเบอร์หรือกลุ่มแฮกเกอร์เป็นของตนเอง
"we were not expecting to have as many threat groups as we do today."
Shane Huntley, Google Threat Intelligence Group
การตั้งชื่อกลุ่มแฮกเกอร์ไม่ได้เป็นเพียงแค่กิจกรรมทางวิชาการเท่านั้น เป้าหมายหลักคือการมีความเข้าใจพื้นฐานว่าใครกำลังโจมตีใคร และโจมตีด้วยวิธีใด เพื่อให้อרגกรสามารถรับรู้ภัยคุกคามได้อย่างรวดเร็ว เตรียมตัวรับมือ และหยุดยั้งการโจมตีหรือตรวจสอบเหตุการณ์ได้ทันท่วงที Shane Huntley อธิบายเพิ่มเติมว่าสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการตั้งชื่อและติดตามแฮกเกอร์อย่างสม่ำเสมอ
การเปลี่ยนผ่านระบบตั้งชื่อของ Google สะท้อนถึงความซับซ้อนของสงครามไซเบอร์ยุคใหม่ การมีระบบระบุประเทศต้นกำเนิดอย่างชัดเจนผ่านคำลงท้าย (เช่น Castle หรือ Relic) ช่วยให้นักวิเคราะห์สามารถคัดกรองความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์ได้ทันทีเมื่อเกิดเหตุการณ์โจมตีขึ้น แม้ว่าความท้าทายหลักของวงการไอทีคือการที่แต่ละบริษัทใช้ฐานข้อมูลไม่ตรงกัน แต่การรวมระบบระหว่าง Threat Analysis Group และ Mandiant ของ Google ก็ช่วยลดความซับซ้อนลงไปได้ระดับหนึ่ง
นอกเหนือจากกลุ่มแฮกเกอร์ที่สนับสนุนโดยรัฐบาล เช่น กลุ่ม Lazarus ของเกาหลีเหนือที่มีพฤติกรรมและเป้าหมายค่อนข้างคงที่แล้ว การติดตามกลุ่มอาชญากรไซเบอร์และกลุ่มรับจ้างแฮกเกอร์ (hacker-for-hire) ยังคงมีความท้าทายสูง เนื่องจากกลุ่มอาชญากรมีการเข้าออกของสมาชิกและแตกตัวได้ง่าย ส่วนกลุ่มรับจ้างแฮกเกอร์มักมีลูกค้ากระจายอยู่ทั่วโลก ทำให้การแกะรอยทำได้ยากกว่า
ที่มา: TechCrunch
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น