ข้ามไปเนื้อหาหลัก

แนะ “อนุทิน” สางปมกฎหมายคดีปลด “นพ.สรณ” พ้นเก้าอี้ประธาน กสทช.

ผู้เชี่ยวชาญชี้ศาลปกครองกลางจำหน่ายคดีทำ นพ.สรณ ยังนั่งประธาน กสทช. ต่อ พร้อมแนะนายกฯ ทบทวนข้อกฎหมายและอำนาจคณะกรรมการสรรหาให้รอบคอบ

เรียบเรียงโดย AI
Inewgen
09 Aug 2026ที่มา: Khaosod Politics4 นาทีอ่าน (0 ครั้ง)อัปเดตล่าสุด 29 Aug 2026
แชร์
แนะ “อนุทิน” สางปมกฎหมายคดีปลด “นพ.สรณ” พ้นเก้าอี้ประธาน กสทช.

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง

ขนาดตัวอักษร
  • ศาลปกครองกลางสั่งไม่รับฟ้องและจำหน่ายคดีที่ นพ.สรณ ฟ้องคณะกรรมการสรรหา กสทช.
  • นพ.สรณ ยังคงปฏิบัติหน้าที่ประธาน กสทช. ต่อไปเนื่องจากยังไม่มีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่ง
  • ผู้เชี่ยวชาญชี้ยังมีข้อถกเถียงเรื่องอำนาจของคณะกรรมการสรรหาและคุณสมบัติประธานที่ประชุม
  • แนะให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาข้อกฎหมายและความชอบธรรมทั้งหมดให้รอบคอบก่อนดำเนินการต่อ

วันที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2569 เกิดความคืบหน้าสำคัญในคดีข้อพิพาทระหว่าง นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กับคณะกรรมการสรรหา กสทช. หลังจากศาลปกครองกลางมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณาและให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ เนื่องจากเห็นว่าผู้ฟ้องคดียังไม่ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายในขณะนี้

จากคำสั่งดังกล่าวของผู้ศาลปกครองกลาง ส่งผลให้ นพ.สรณ ยังคงต้องปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งประธาน กสทช. ต่อไปตามเดิม เนื่องจากกระบวนการนำความกราบบังคมทูลเพื่อมีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่งยังไม่ได้เกิดขึ้น นอกจากนี้ ศาลยังไม่ได้มีคำวินิจฉัยในประเด็นสำคัญว่า มติของคณะกรรมการสรรหาที่วินิจฉัยให้ นพ.สรณ สละสิทธิในการเข้ารับตำแหน่งนั้นดำเนินการโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ทำให้ประเด็นการทูลเกล้าฯ ถอดถอนยังคงไม่มีข้อยุติทางกฎหมาย

ย้อนกลับไปจุดเริ่มต้นของข้อพิพาทนี้ นพ.สรณ ได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประธาน กสทช. เมื่อวันที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2565 ต่อมาได้มีข้อร้องเรียนเรื่องการปฏิบัติหน้าที่เป็นแพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมง ส่งผลให้คณะกรรมการสรรหา กสทช. ลงมติเป็นเอกฉันท์ด้วยคะแนน 4:0 ว่า นพ.สรณ สละสิทธิในการเข้าเป็นกรรมการ กสทช. อย่างไรก็ตาม นพ.สรณ ได้โต้แย้งว่าอำนาจของคณะกรรมการสรรหาในการวินิจฉัยคุณสมบัตินั้นได้สิ้นสุดลงตั้งแต่ขั้นตอนการสรรหาและเสนอชื่อให้วุฒิสภาเรียบร้อยแล้ว

Bangkok government building

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง

ประเด็นเรื่องขอบเขตอำนาจของคณะกรรมการสรรหาองค์กรอิสระตามกฎหมายไทยถือเป็นข้อถกเถียงที่สำคัญ เนื่องจากโดยหลักการแล้ว เมื่อกระบวนการสรรหาเสร็จสิ้นและโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งแล้ว คณะกรรมการชุดดังกล่าวจะสิ้นสภาพการทำหน้าที่ไป การที่คณะกรรมการสรรหากลับมาวินิจฉัยคุณสมบัติหรือการพ้นจากตำแหน่งอีกครั้งจึงสร้างคำถามทางกฎหมายเกี่ยวกับหลักนิติธรรมและขอบเขตอำนาจหน้าที่ตามพระราชบัญญัติองค์กรอิสระ

ไม่อยากพลาดข่าวใหม่?

สมัครรับสรุปข่าวสารใหม่ทางอีเมล ไม่บ่อยจนรำคาญ

โฆษณา

ประเด็นข้อถกเถียงเรื่องอำนาจนี้ได้รับการสนับสนุนจากมุมมองของผู้เชี่ยวชาญและกรรมการสรรหาบางท่าน โดย นายณรงค์ รัฐอมฤต อดีตกรรมการสรรหา กสทช. และ นางยุพิน ชลานนท์นิวัฒน์ กรรมการสรรหา กสทช. ได้แสดงความเห็นคัดค้านการใช้อำนาจของคณะกรรมการสรรหาในลักษณะดังกล่าว พร้อมระบุว่าไม่มีบทบัญญัติใดในกฎหมายที่ให้อำนาจคณะกรรมการสรรหากลับมาวินิจฉัยการพ้นจากตำแหน่งของบุคคลที่ได้รับโปรดเกล้าฯ ไปแล้ว นอกจากนี้ คณะกรรมการกฤษฎีกายังเคยมีคำวินิจฉัยระบุชัดเจนว่า อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการสรรหาในการวินิจฉัยคุณสมบัติผู้สมัครต้องเกิดขึ้นก่อนที่จะมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเท่านั้น

ในส่วนของข้อกล่าวเรื่องการปฏิบัติงานซ้ำซ้อน นพ.สรณ ได้เปิดเผยหลักฐานยืนยันว่าได้ยื่นใบลาออกจากคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี ตั้งแต่วันที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2565 หลังจากได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภา ก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งในวันที่ 13 เมษายน ปีเดียวกัน

4:0มติเอกฉันท์ของคณะกรรมการสรรหาปมสละสิทธิ
70เกณฑ์อายุสูงสุดของกรรมการสรรหาตามกฎหมาย

ไม่เพียงแต่วิธีการใช้อำนาจเท่านั้น ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายยังได้ชี้ให้เห็นถึงประเด็นปัญหาเรื่องคุณสมบัติของ นายเกียรติพงศ์ อมาตยกุล กรรมการสรรหา กสทช. ซึ่งทำหน้าที่เป็นประธานในที่ประชุมเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 โดยตามพระราชบัญญัติองค์การจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 7 กำหนดให้กรรมการสรรหาต้องมีอายุไม่เกิน 70 ปี แต่ในวันที่ทำหน้าที่ประชุมดังกล่าว นายเกียรติพงศ์มีอายุเกิน 70 ปีแล้ว จึงเกิดคำถามทางกฎหมายตามมาว่าการดำรงตำแหน่งและปฏิบัติหน้าที่ในวันดังกล่าวมีความสมบูรณ์ตามกฎหมายหรือไม่

จากความขัดแย้งและปัญหาข้อกฎหมายรอบด้าน ทั้งเรื่องอำนาจของคณะกรรมการสรรหา ความโปร่งใส และความชอบธรรมในการประชุม ผู้เชี่ยวชาญจึงมีข้อเสนอแนะไปยังนายกรัฐมนตรีให้นำประเด็นข้อกฎหมายทั้งหมดนี้ไปพิจารณาตรวจสอบให้รอบคอบครบถ้วนทุกมิติก่อนที่จะตัดสินใจดำเนินการในขั้นตอนอื่นๆ ต่อไป

ที่มา: Khaosod Politics

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น
0/2000

พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้