ข้ามไปเนื้อหาหลัก

นักประวัติศาสตร์ฮาร์เวิร์ดเตือน ซิลิคอนแวลีเข้าใจไซไฟผิด กำลังทำลายประชาธิปไตย

จิล เลพอร์ นักประวัติศาสตร์ชื่อดัง ชี้บริษัทเทคฯ เข้ามาแทนที่รัฐบาลและสร้างรัฐเทียมขึ้นมาครอบงำสังคม

เรียบเรียงโดย AI
Inewgen
09 Aug 2026ที่มา: TechCrunch2 นาทีอ่าน (0 ครั้ง)อัปเดตล่าสุด 29 Aug 2026
แชร์
นักประวัติศาสตร์ฮาร์เวิร์ดเตือน ซิลิคอนแวลีเข้าใจไซไฟผิด กำลังทำลายประชาธิปไตย

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง

ขนาดตัวอักษร
  • จิล เลพอร์ นักประวัติศาสตร์จากฮาร์เวิร์ด เตือนภัยซิลิคอนแวลีสร้างรัฐเทียมครอบงำประชาธิปไตย
  • ชี้ผู้นำเทคฯ ตีความนิยายวิทยาศาสตร์และหนังสือการ์ตูนผิดเพี้ยนจนนำมาใช้จริง
  • ยกตัวอย่างเหตุการณ์สำคัญตั้งแต่โฆษณา Macintosh ปี 1984 ถึงแนวคิดเรื่องประธานาธิบดี AI
  • ระบุบริษัทเอกชนเข้ายึดกุมหน้าที่ของรัฐโดยที่ประชาชนไม่เคยยินยอม

จิล เลพอร์ นักประวัติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ดและนักเขียนจากนิวเยอร์กเกอร์ ได้ออกมาเปิดเผยผ่านพอดแคสต์ Equity ของ TechCrunch ถึงหนังสือเล่มใหม่ของเธอในชื่อ “The Rise and Fall of the Artificial State” โดยเธอได้เตือนสติว่าบรรดาบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่กำลังเข้ามาทำหน้าที่แทนรัฐบาลประชาธิปไตย ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้ถือเป็นการหวนคืนสู่ความอยุติธรรมและการปกครองด้วยอัลกอริทึม

เลพอร์ ซึ่งเป็นผู้ชนะรางวัลพูลิตเซอร์จากผลงานประวัติศาสตร์รัฐธรรมนูญสหรัฐฯ ได้อธิบายว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวเทคโนโลยี แต่ปัญหาคือการที่บริษัทเอกชนเข้ามากุมอำนาจรัฐ พร้อมทั้งระบุว่าผู้นำในซิลิคอนแวลีหลายคนมักได้รับอิทธิพลจากเรื่องแต่งแนววิทยาศาสตร์ที่ถูกตีความอย่างคลาดเคลื่อน

“สิ่งที่น่าขันเกี่ยวกับมัสก์คือ สิ่งที่เขาชอบนั้นกลับทำลายความเชื่อทางการเมืองทั้งหมดของเขาเอง”

จิล เลพอร์

เธอยังได้ย้อนเล่าถึงจุดเริ่มต้นที่ผู้คนเริ่มเชื่อว่าคอมพิวเตอร์จะเข้ามาช่วยสร้างประชาธิปไตยที่ดีขึ้น โดยเจาะจงไปที่โฆษณาทางทีวีของแอปเปิลในการเปิดตัว Macintosh เมื่อเดือนมกราคม 1984 ซึ่งใช้อ้างอิงบรรยากาศจากนวนิยาย 1984 ของจอร์จ ออร์เวลล์ เพื่อสื่อว่าคอมพิวเตอร์เมนเฟรมขนาดใหญ่ของไอบีเอ็มคือรัฐเผด็จการ และเครื่องแมคอินทอชคือขวานที่จะเข้ามาทำลายเครื่องจักรนั้น

แนวคิดเรื่อง "รัฐเทียม" (Artificial State) ที่เลพอร์กล่าวถึง สะท้อนให้เห็นความตื่นตัวในหมู่นักวิชาการต่อการที่แพลตฟอร์มดิจิทัลมีอำนาจตัดสินใจเทียบเท่าหรือเหนือกว่ารัฐบาลในหลายมิติ ตั้งแต่การควบคุมการสื่อสารไปจนถึงการวางกฎเกณฑ์ทางจริยธรรมและการเมือง ซึ่งปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นสะสมมานานหลายทศวรรษผ่านความพยายามในการเพิ่มประสิทธิภาพและความรวดเร็ว ก่อนจะกลายเป็นการครอบงำโครงสร้างอำนาจรัฐโดยปริยายในยุคปัจจุบัน

ไม่อยากพลาดข่าวใหม่?

สมัครรับสรุปข่าวสารใหม่ทางอีเมล ไม่บ่อยจนรำคาญ

โฆษณา

เมื่อเวลาผ่านพ้นมาจนถึงยุคปัจจุบัน เลพอร์ได้ยกตัวอย่างเหตุการณ์ต่างๆ เช่น ในปี 2016 ที่เฟซบุ๊กเคยตั้งคณะกรรมการกำกับดูแลเนื้อหาเสมือนศาลสูงสุด หรือเมื่อปีที่ผ่านมาที่บริษัท แอนโทรปิก ได้ว่าจ้างนักปรัชญาด้านศีลธรรมมาเขียนรัฐธรรมนูญให้กับเอไอ รวมถึงกรณีที่ แซม อัลต์แมน ไปออกรายการของ โจ โรแกน และเอ่ยปากสนับสนุนแนวคิดการมีประธานาธิบดีปัญญาประดิษฐ์

vintage personal computer technology laboratory

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง

ท้ายที่สุดแล้ว เลพอร์มองว่าตัวอย่างเหล่านี้อาจฟังดูเป็นเรื่องชวนขัน แต่กลับสะท้อนว่าบริษัทเทคโนโลยีและผู้นำที่มีคาแรคเตอร์โดดเด่นกำลังสวมบทบาทเป็นรัฐชาติและใช้อำนาจของระบอบประชาธิปไตยด้วยความจริงจัง โดยขาดความเข้าใจในปรัชญาการเมืองที่ลึกซึ้งเพียงพอ

ที่มา: TechCrunch

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น
0/2000

พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้