ศิริราชใช้เวลา 5 ปี พลิกโฉมโรงพยาบาล 130 ปี สู่ 5G Smart Hospital เจ้าแรกในอาเซียน
เจาะลึกเบื้องหลังความสำเร็จของโรงพยาบาลศิริราชในการยกระดับโครงสร้างเทคโนโลยีระยะเวลา 5 ปี สู่การเป็นโรงพยาบาลอัจฉริยะ 5G แห่งแรกในอาเซียน

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- ศิริราชใช้เวลา 5 ปีตั้งแต่ปี 2020 พลิกโฉมโรงพยาบาลอายุ 130 ปีสู่ Smart Hospital
- ร่วมมือกับ Huawei และ กสทช. วางโครงข่าย 5G Private Network และระบบ Hybrid Cloud
- แบ่งการพัฒนาออกเป็น 9 โมดูลย่อย ครอบคลุมตั้งแต่รถพยาบาลฉุกเฉินถึงรถไร้คนขับ
- ออกแบบสถาปัตยกรรมแบบ Open Ecosystem ไม่ผูกขาดกับผู้ให้บริการรายเดียว
เมื่อพูดถึงโรงพยาบาลรัฐที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ศิริราชถือเป็นสถาบันการแพทย์ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานตั้งแต่ปี 1888 ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสถาปนาขึ้น ปัจจุบันมีเตียงรองรับกว่า 2,000 เตียง รองรับผู้ป่วยมากกว่า 3 ล้านครั้งต่อปี และเป็นแหล่งผลิตแพทย์รุ่นใหม่ราวปีละ 250 คน ท่ามกลางความท้าทายขององค์กรขนาดใหญ่ที่มีอายุยาวนานกว่า 130 ปี โจทย์สำคัญคือการแก้ปัญหาความยืดหยุ่น การรอนาน และการพึ่งพาแรงงานคน ซึ่งยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นในยามวิกฤตอย่างโรคระบาดโควิด-19
จุดเปลี่ยนสำคัญเริ่มต้นขึ้นในช่วงต้นปี 2020 เมื่อโควิด-19 ระบาดหนัก ศิริราชในฐานะด่านหน้าพบว่าการส่งยาและเวชภัณฑ์ผ่านมือคนจำนวนมากมีความเสี่ยงสูง โรงพยาบาลจึงจับมือกับ Huawei และได้รับการสนับสนุนจาก กสทช. เพื่อวางโครงสร้างใหม่ภายใต้เป้าหมายสำคัญคือ การทำให้ข้อมูลทางการแพทย์เดินทางไปถึงก่อนที่ตัวคนไข้จะเดินทางไปถึง โดยนิยามคำว่า Smart Hospital ไม่ใช่แค่การมีแอปจองคิว แต่เป็นการผสานโครงข่าย 5G Private Network, Hybrid Cloud, AI และระบบอัตโนมัติเข้าด้วยกัน
สถาปัตยกรรมระบบของศิริราชถูกออกแบบเป็นแบบ multi-layered ที่ทำงานประสานกัน 3 ส่วนหลัก ได้แก่ การสร้าง 5G Private Network เฉพาะในพื้นที่โรงพยาบาลร่วมกับเซิร์ฟเวอร์ MEC (Edge Computing) เพื่อประมวลผลไฟล์ภาพทางการแพทย์ขนาดใหญ่ เช่น DICOM, CT Scan และ MRI ได้อย่างรวดเร็วโดยมีความหน่วงระดับมิลลิวินาที พร้อมใช้งานระบบ Multi-APN เพื่อแยกช่องทางจราจรระหว่างข้อมูลวิกฤตและข้อมูลทั่วไปอย่างเด็ดขาด
เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านมีความปลอดภัยสูงสุดต่อชีวิตผู้ป่วย ศิริราชได้แบ่งโครงการออกเป็น 9 โมดูลย่อยที่สำคัญ ประกอบด้วย:
- Smart EMS: แปลงรถพยาบาลเป็นห้องฉุกเฉินเคลื่อนที่ ส่งสัญญาณชีพและวิดีโอ 4K กลับห้อง ER แบบ Real-time
- Smart ER: ระบบคัดกรองความรุนแรงและเตรียมห้องหัตถการล่วงหน้าจากข้อมูลรถพยาบาล
- Pathological Diagnosis System: สแกนสไลด์เนื้อเยื่อความละเอียดสูงขึ้น Cloud และประมวลผลด้วย AI
- NCD AI Platform: ติดตามและวิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังผ่าน IoT และ Big Data
- Smart Inventory Management: ร่วมมือกับ LogHealth คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และ True Corporation ในการใช้ AI คาดการณ์การใช้ยาและเวชภัณฑ์
- Permission-based Blockchain for Health Records: จัดเก็บประวัติสุขภาพด้วย Blockchain ที่ให้ผู้ป่วยถือสิทธิ์ Consent เอง
- Smart Logistics with 5G Self-Driving Car: ใช้รถไร้คนขับขนส่งยาและผลแล็บตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2020
- Multi-access Edge Computing (MEC Integration): กระจายโหนดประมวลผลรองรับแอปพลิเคชันแบนด์วิธสูง
- Front-end & Back-end Integration: เชื่อมโยงระบบนัดหมาย จ่ายยา และแล็บให้ทำงานอัตโนมัติ

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
การที่โรงพยาบาลเก่าแก่อายุเกินศตวรรษสามารถก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีระดับภูมิภาคได้ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลที่ยืดหยุ่น การเลือกใช้สถาปัตยกรรมแบบเปิด (Open Ecosystem) ช่วยป้องกันปัญหาการถูกจำกัดขอบเขตจากผู้ให้บริการเทคโนโลยีเพียงรายเดียว ทำให้โรงพยาบาลสามารถทยอยนำนวัตกรรมใหม่ๆ จากหลายค่ายเข้ามาเสริมทัพได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่กระทบต่อระบบงานเดิม โมเดลการแปลงโฉมทีละโมดูลยังช่วยลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับความปลอดภัยของผู้ป่วยในโรงพยาบาลขนาดใหญ่ได้เป็นอย่างดี
เส้นทางความสำเร็จของศิริราชตลอด 5 ปีที่ผ่านมา เริ่มต้นตั้งแต่การทดลองรถไร้คนขับในเดือนมิถุนายน 2020 การลงนาม MoU ระยะยาวในเดือนธันวาคม 2020 การเปิดตัวอย่างเป็นทางการในฐานะ Siriraj World Class 5G Smart Hospital ในเดือนธันวาคม 2021 การพัฒนาฮาร์ดแวร์ต่อยอดในปี 2022-2023 และการดึง True Corporation เข้ามาเสริมทัพในเดือนสิงหาคม 2023 จนกลายเป็นต้นแบบโรงพยาบาลอัจฉริยะที่สำคัญของอาเซียนในปัจจุบัน
ที่มา: Techsauce
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น