สุชาติ สั่ง 8 จังหวัดตะวันออก ยกระดับรับมือ “น้ำท่วม–ภัยแล้ง”
นายสุชาติ ชมกลิ่น สั่งการด่วนให้ 8 จังหวัดภาคตะวันออกยกระดับเตรียมพร้อมรับมืออุทกภัยและภัยแล้ง พร้อมตั้ง 3 คณะทำงานย่อยลงพื้นที่แก้ปัญหาอย่างเร่งด่วน

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- นายสุชาติ ชมกลิ่น นั่งแท่นประธานประชุมเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติภาคตะวันออก
- ครอบคลุม 8 จังหวัด ได้แก่ ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา สระแก้ว และนครนายก
- สั่งตั้ง 3 คณะทำงานย่อยลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์และแก้ปัญหาอย่างใกล้ชิด
- เน้นย้ำความเดือดร้อนของประชาชนเป็นเรื่องใหญ่ที่รอไม่ได้ต้องช่วยเหลือทันที
วันที่ 10 สิงหาคม 2569 นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้เดินทางไปเป็นประธานในการประชุมคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่ภาคตะวันออก ครั้งที่ 1/2569 โดยการประชุมจัดขึ้น ณ ห้องประชุมชลบุรี ชั้น 3 ศาลากลางจังหวัดชลบุรี ควบคู่กับการประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เพื่อวางรากฐานการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในระยะยาว
การประชุมครั้งนี้มีผู้บริหารระดับสูงจากกระทรวงฯ ผู้ว่าราชการจังหวัด รองผู้ว่าราชการจังหวัด รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง เพื่อเร่งยกระดับการเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์ภัยพิบัติทั้งน้ำท่วมและภัยแล้งที่อาจเกิดขึ้นในพื้นที่ 8 จังหวัดภาคตะวันออก ประกอบด้วย ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา สระแก้ว และนครนายก โดยยึดแนวนโยบายของรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ รวดเร็ว และมีเอกภาพ

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
ในด้านการรับมือกับสถานการณ์น้ำท่วม นายสุชาติได้กำชับให้หน่วยงานท้องถิ่นและภาคเอกชนร่วมมือกันวางแผนการทำงานและการให้บริการประชาชนเพื่อลดความซ้ำซ้อน พร้อมเตรียมมาตรการเชิงรุก เช่น การติดตั้งเครื่องสูบน้ำ การเปิดทางน้ำ การกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ ตลอดจนการบริหารจัดการระบายน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริง นอกจากนี้ ทางกระทรวงฯ ยังได้เตรียมความพร้อมของเจ้าหน้าที่ อุปกรณ์ เครื่องมือ และทรัพยากรต่างๆ รวมถึงการจัดเตรียมศูนย์พักพิงชั่วคราวให้มีจำนวนและศักยภาพเพียงพอ โดยมีการประสานงานร่วมกับผู้ประกอบการโรงแรมและภาคเอกชนในพื้นที่
สำหรับภาคสาธารณสุข ได้มีการสั่งการให้เตรียมความพร้อมทั้งในส่วนของบุคลากร พาหนะ เวชภัณฑ์ และระบบการแพทย์ฉุกเฉินให้สามารถรองรับสถานการณ์ได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางเป็นลำดับแรก เพื่อป้องกันความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นกับชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ
การบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ภาคตะวันออกถือเป็นหัวใจสำคัญทางเศรษฐกิจ เนื่องจากเป็นที่ตั้งของเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งมีโรงงานอุตสาหกรรมและแหล่งท่องเที่ยวสำคัญจำนวนมาก การวางระบบป้องกันภัยแล้งและน้ำท่วมล่วงหน้าจึงช่วยลดความเสี่ยงต่อห่วงโซ่อุปทานและการลงทุนในระยะยาวอย่างมีนัยสำคัญ
"ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนเป็นเรื่องใหญ่ที่รอไม่ได้ ภาครัฐจึงต้องเตรียมความพร้อมตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุ วางระบบบริหารจัดการน้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุด และบูรณาการทุกภาคส่วนให้ทำงานเป็นทีมเดียวกัน"
นายสุชาติ ชมกลิ่น
นอกจากนี้ ที่ประชุมยังมีคำสั่งให้จัดตั้งอนุกรรมการขึ้นมาอีก 3 คณะ เพื่อรับผิดชอบดูแลพื้นที่ทั้ง 8 จังหวัดโดยเฉพาะ โดยแต่ละคณะจะมีหน้าที่ติดตามสถานการณ์ ลงพื้นที่ประเมินอุปสรรค และรายงานผลต่อคณะกรรมการชุดใหญ่ รวมถึงการบูรณาการทำงานผ่านกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติเพื่อความรวดเร็วในการจัดสรรงบประมาณและความช่วยเหลือ
ที่มา: Khaosod Politics
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น