ผักหน้าตาประหลาด ผลพวงคลื่นความร้อนในอังกฤษ แต่ยังอร่อยน่ากิน
เกษตรกรผู้ปลูกผักในสหราชอาณาจักรเผชิญฤดูกาลที่ร้อนและแห้งแล้งที่สุดในรอบหลายทศวรรษ ส่งผลให้ผลผลิตมีตำหนิและรูปร่างแปลกตา แต่ซูเปอร์มาร์เก็ตเริ่มผ่อนปรนกฎเกณฑ์เพื่อป้องกันชั้นวางสินค้าว่างเปล่า

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- เกษตรกรอังกฤษเผชิญฤดูกาลเพาะปลูกที่ร้อนและแห้งแล้งที่สุด ส่งผลให้ผลผลิตเสียหาย
- ซูเปอร์มาร์เก็ตเตรียมผ่อนปรนเกณฑ์ความงามของผักผลไม้เพื่อป้องกันปัญหาของขาดตลาด
- ดอกกะหล่ำเปลี่ยนเป็นสีเหลือง แตงกวามีลักษณะโค้งงอ และมันฝรั่งมีปุ่มปม
- ผู้เชี่ยวชาญย้ำว่าผักที่มีรูปร่างแปลกเหล่านี้ยังคงมีรสชาติและคุณภาพดีตามปกติ
เกษตรกรทั่วสหราชอาณาจักรต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายครั้งใหญ่ หลังจากสภาพอากาศในช่วงฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อนมีความแห้งแล้งและร้อนจัดติดต่อกันหลายระลอก จนคาดการณ์กันว่านี่อาจเป็นฤดูกาลเก็บเกี่ยวที่ย่ำแย่ที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกสถิติมา ซึ่งสภาพอากาศสุดขั้วนี้ไม่ได้ส่งผลกระทบแค่ปริมาณผลผลิตที่ลดลงเท่านั้น แต่ยังเปลี่ยนรูปลักษณ์ภายนอกของผักผลไม้ให้ผิดเพี้ยนไปจากเดิมอีกด้วย
โดยปกติแล้ว ร้านค้าปลีกและซูเปอร์มาร์เก็ตจะมีข้อกำหนดที่เข้มงวดมากเกี่ยวกับขนาด รูปทรง และสีสันของผลผลิตทางการเกษตร หากสินค้าชิ้นไหนไม่ตรงตามมาตรฐานก็จะถูกปฏิเสธทันที แต่ในสถานการณ์ที่ปริมาณสินค้าลดลงอย่างหนัก ทำให้หลายฝ่ายคาดการณ์ว่าซูเปอร์มาร์เก็ตอาจจำเป็นต้องผ่อนปรนกฎเหล่านี้ลง เพื่อแลกกับการไม่ปล่อยให้ชั้นวางสินค้าว่างเปล่า

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวหมายความว่า ผู้บริโภคอาจจะได้เห็นผักที่มีขนาดเล็กกว่าปกติ บิดเบี้ยว หรือมีสีสันแปลกตา วางจำหน่ายบนชั้นซูเปอร์มาร์เก็ตในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า ซึ่งทั้งผู้ขายและเกษตรกรต่างยืนยันตรงกันว่าผักเหล่านี้ยังคงมีรสชาติดีและปลอดภัยสำหรับการบริโภค
สำหรับพืชที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดชนิดหนึ่งคือ ดอกกะหล่ำ (Cauliflower) ซึ่งต้องการน้ำจำนวนมากในการเจริญเติบโต ปกติแล้วส่วนหัวของมันจะถูกบังจากแสงแดดด้วยใบ แต่ในปีนี้แสงแดดส่องถึงมากขึ้นจนทำให้หัวกะหล่ำเปลี่ยนจากสีขาวเป็นสีเหลือง
เอมิลี วานโปเปอริงห์ (Emilie Vanpoperingh) ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท Oddbox ซึ่งเป็นกิจการจำหน่ายผลผลิตส่วนเกินที่ซูเปอร์มาร์เก็ตปฏิเสธ ระบุว่าปรากฏการณ์นี้เป็นเพียงตำหนิด้านความสวยงามเท่านั้น รสชาติของพืชผลไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปแต่อย่างใด โดยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาทางบริษัทเพิ่งรับซื้อดอกกะหล่ำจำนวน 6,000 หัวที่คล้ำเกินกว่าที่ซูเปอร์มาร์เก็ตจะรับซื้อไว้
นอกจากนี้ เกษตรกรยังรายงานปัญหาอื่นๆ อีกหลายชนิด เช่น แตงกวาที่เติบโตในโรงเรือนและเกิดภาวะเครียดจากความร้อนสูงภายนอก จนทำให้ผลผลิตเติบโตผิดรูปและโค้งงอเป็นเกลียว ขณะที่ ผักกวางตุ้ง (Pak choi) ของจอห์น ฮาร์เปอร์ (John Harper) เกษตรกรในเมืองวูสเตอร์เชียร์ (Worcestershire) ต้องถูกคัดทิ้งมากกว่าปกติ เนื่องจากความเสียหายจากแมลงจำพวกหมัดกระโดด (Flea beetles) ที่เจริญเติบโตได้ดีในสภาพอากาศร้อนและแห้งแล้ง
วิกฤตการณ์ด้านสภาพอากาศในภาคเกษตรกรรมของสหราชอาณาจักรสะท้อนให้เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) กำลังกลายเป็นความท้าทายระยะยาวที่ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป เกษตรกรไม่เพียงต้องปรับตัวด้วยการลงทุนระบบชลประหัตที่ดีขึ้น แต่ผู้บริโภคเองก็ต้องปรับเปลี่ยนมุมมองต่อความสมบูรณ์แบบของอาหาร เพื่อช่วยลดปัญหาขยะอาหาร (Food Waste) ที่อาจเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย
ด้าน ลูซี่ มันน์ส (Lucy Munns) เกษตรกรผู้ปลูกมันฝรั่งในเคมบริดจ์เชียร์ (Cambridgeshire) เผยว่าสภาพอากาศร้อนทำให้การเจริญเติบโตของพืชหัวชะงักงัน เมื่ออากาศกลับมาเย็นลง มันฝรั่งมักจะงอกเป็นปุ่มปมที่ส่วนปลายแทนที่จะเติบโตเป็นทรงปกติ
"การหาคนที่จะยอมรับมันฝรั่งแบบนั้นเป็นเรื่องยากมาก ซึ่งท้ายที่สุดแล้วนั่นหมายถึงความสูญเสียและขยะจำนวนมากสำหรับเรา"
ลูซี่ มันน์ส (Lucy Munns)
เธอยระบุเสริมว่า แม้มันฝรั่งจะมีลักษณะเป็นปุ่มปมและผิดรูป แต่ก็ยังสามารถนำมารับประทานได้ตามปกติ ความยากเดียวคือการปอกเปลือก ซึ่งสามารถแก้ไขได้ด้วยการตัดส่วนที่เป็นปุ่มออกแล้วปอกแยกต่างหาก
ทั้งนี้ ซูเปอร์มาร์เก็ตรายใหญ่หลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็น Sainsbury's, Tesco, Morrisons และ Waitrose ต่างก็เริ่มมีสายการผลิตสินค้าผักหน้าตาไม่สมบูรณ์มารองรับในระยะหลังมานี้แล้ว แต่อย่างไรก็ตาม ช่องว่างของผลผลิตที่ไม่เพียงพอก็ไม่สามารถทดแทนได้ทั้งหมด
แอนดรูว์ โอปี (Andrew Opie) ผู้อำนวยการฝ่ายอาหารและความยั่งยืนของสมาคมค้าปลีกแห่งชาติอังกฤษ (British Retail Consortium) เปิดเผยว่าซูเปอร์มาร์เก็ตกำลังเผชิญกับทางเลือกที่ยากลำบาก ระหว่างการสนับสนุนเกษตรกรภายในประเทศกับการจัดหาสินค้าให้เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภค ทำให้ต้องมีการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศเพิ่มขึ้นด้วย
ด้วยสภาพอากาศในฤดูร้อนของอังกฤษที่นับวันจะยิ่งร้อนและแห้งแล้งขึ้นเรื่อยๆ เหตุการณ์เช่นนี้จึงอาจไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว แต่อาจเป็นสัญญาณเตือนถึงอนาคตที่ภาคเกษตรกรรมอังกฤษต้องเผชิญเป็นประจำทุกปี
ที่มา: BBC Business
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น