เปิดที่มาพายุจันหอม ชื่อพรรณไม้ลาวที่พัดถล่มญี่ปุ่นจนไฟดับกว่า 3,000 หลัง
ไขข้อสงสัยพายุจันหอมชื่อฟังดูไทยแต่แท้จริงมาจาก สปป.ลาว พร้อมสถิติพัดขึ้นฝั่งอิบารากิครั้งแรกตั้งแต่ปี 1951

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- ชื่อจันหอมถูกเสนอโดย สปป.ลาว มีความหมายถึงต้นไม้เนื้อไม้หอมคล้ายไม้จันทน์หอม
- พายุจันหอมพัดขึ้นฝั่งจังหวัดอิบารากิ ประเทศญี่ปุ่น เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1951
- ส่งผลให้โตเกียวเจอพายุลมแรง และบ้านเรือนกว่า 3,000 หลังในอิบารากิและโทจิงิไฟดับ
- ระบบตั้งชื่อพายุเกิดจากความร่วมมือ 14 ประเทศสมาชิกในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
เมื่อมีข่าวพายุหมุนเขตร้อนก่อตัวขึ้น ชื่อเรียกขานมักเป็นจุดสนใจที่ทำให้ผู้คนหยิบยกมาพูดถึงอยู่เสมอ เช่นเดียวกับเหตุการณ์ล่าสุดของ พายุจันหอม (Chan-hom) พายุโซนร้อนที่มีสำเนียงคล้ายชื่อไทยจนหลายคนตั้งคำถามว่าชื่อนี้มีความเป็นมาอย่างไร และซ่อนความหมายใดไว้เบื้องหลัง
แท้จริงแล้วชื่อ จันหอม เป็นชื่อที่ได้รับการเสนอโดยสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) โดยในภาษาลาวคำนี้สื่อถึงพรรณไม้ชนิดหนึ่งที่มีเนื้อไม้และกลิ่นหอม ซึ่งมีลักษณะใกล้เคียงกับต้นไม้ที่เราคุ้นเคยกันในชื่อไม้จันทน์หอม การหยิบยกชื่อพรรณไม้หรือสิ่งมีชีวิตท้องถิ่นมาใช้เช่นนี้ สะท้อนถึงเอกลักษณ์ความผูกพันระหว่างธรรมชาติและวัฒนธรรมในภูมิภาค โดยชื่อจันหอมถูกบรรจุและนำมาหมุนเวียนใช้เรียกพายุหมุนเขตร้อนมาแล้วหลายรอบ
สำหรับระบบการตั้งชื่อพายุที่ก่อตัวขึ้นบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตกเฉียงเหนือและทะเลจีนใต้ตอนบนนั้น อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการพายุไต้ฝุ่น (Typhoon Committee) ภายใต้องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) โดยเปิดโอกาสให้ 14 ประเทศและดินแดนสมาชิกในภูมิภาค รวมถึงประเทศไทยและ สปป.ลาว ร่วมกันเสนอชื่อประเทศละ 10 ชื่อ รวมเบื้องต้นเป็น 140 ชื่อ ซึ่งจะถูกแบ่งออกเป็น 5 กลุ่มและนำมาหมุนเวียนใช้งานตามลำดับตัวอักษรของประเทศผู้เสนอ เพื่อให้หน่วยงานด้านอุตุนิยมวิทยาและประชาชนสามารถสื่อสารรวมถึงประกาศเตือนภัยได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
แม้ว่าชื่อพายุลูกนี้จะมาจาก สปป.ลาว แต่ผลกระทบจากภัยธรรมชาติกลับเกิดขึ้นในประเทศญี่ปุ่น โดยข้อมูลจากสำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น (JMA) ระบุว่า พายุโซนร้อนจันหอมได้เคลื่อนตัวเข้าพัดขึ้นฝั่งบริเวณจังหวัดอิบารากิ ซึ่งนับเป็นการบันทึกสถิติการพัดขึ้นฝั่งที่จังหวัดดังกล่าวเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่มีการเริ่มเก็บสถิติอย่างเป็นทางการในปี 1951
อิทธิพลรุนแรงของพายุส่งผลให้เกิดลมกระโชกแรงในกรุงโตเกียว ส่งผลให้ต้นไม้หักโค่นลงมา และมีบ้านเรือนประชาชนในจังหวัดอิบารากิรวมถึงจังหวัดโทจิงิกว่า 3,000 หลังคาเรือนต้องเผชิญกับปัญหาไฟฟ้าดับ เหตุการณ์นี้ยังสร้างความกระทบต่อการเดินทางสัญจรของประชาชนในช่วงวันหยุดยาวเทศกาลโอบ้ง ก่อนที่พายุจะเริ่มอ่อนกำลังลงและเคลื่อนตัวมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตก
การกำหนดชื่อพายุด้วยระบบหมุนเวียน 140 ชื่อจาก 14 ประเทศสมาชิก ไม่เพียงแต่ช่วยขจัดความสับสนในการรายงานข่าวพายุหลายลูกที่อาจเกิดขึ้นพร้อมกัน แต่ยังเป็นกลไกสากลที่สะท้อนการบูรณาการข้อมูลด้านอุตุนิยมวิทยาข้ามพรมแดน สำหรับเหตุการณ์พายุจันหอมที่พัดถล่มญี่ปุ่นในช่วงวันหยุดยาวโอบ้งนี้ ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการติดตามสภาพอากาศอย่างใกล้ชิดสำหรับนักเดินทาง เนื่องจากสภาพภูมิอากาศโลกที่เปลี่ยนแปลงอาจทำให้รูปแบบเส้นทางและความรุนแรงของพายุมีความผันผวนสูงขึ้น
ที่มา: Thairath Lifestyle
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น