ข้ามไปเนื้อหาหลัก

แผนลวงลับเปลี่ยนเครื่องบินของทรัมป์ สะท้อนความขัดแย้งส่วนตัวกับอิหร่าน

การสลับตัวเครื่องบินประธานาธิบดีสหรัฐฯ อย่างลับๆ หลังการประชุมนาโตที่ตุรกี เผยให้เห็นภัยคุกคามที่ยังคงมีอยู่และความบาดหมางส่วนตัวระหว่างโดนัลด์ ทรัมป์ และอิหร่าน

เรียบเรียงโดย AI
Inewgen
12 Aug 2026ที่มา: BBC World2 นาทีอ่าน (0 ครั้ง)
แชร์
แผนลวงลับเปลี่ยนเครื่องบินของทรัมป์ สะท้อนความขัดแย้งส่วนตัวกับอิหร่าน

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง

ขนาดตัวอักษร
  • โดนัลด์ ทรัมป์ แอบเปลี่ยนไปขึ้นเครื่องบินลำสำรองขากลับจากตุรกี
  • เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ระบุมีข่าวกรองภัยคุกคามจากขีปนาวุธของอิหร่าน
  • ทรัมป์เคยเผยว่าตนเองตกเป็นเป้าหมายการลอบสังหารจากอิหร่านหลายครั้ง

การเดินทางกลับจากการประชุมสุดยอดนาโตที่ประเทศตุรกีเมื่อเดือนที่ผ่านมา กลายเป็นเหตุการณ์ระทึกขวัญเมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ต้องเปลี่ยนไปขึ้นเครื่องบินลำสำรองอย่างลับๆ โดยทิ้งให้สื่อมวลชนและเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวส่วนใหญ่โดยสารเครื่องบินโบอิ้ง 747 แอร์พอร์ตฟอร์วันลำหลัก เพื่อใช้เป็นเครื่องบินลวงตาจากภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้น

แผนการสลับตัวครั้งนี้มีความซับซ้อนอย่างมาก โดยตัวประธานาธิบดีถูกขนย้ายเข้าและออกจากอากาศยานด้วยรถบรรทุกส่งอาหาร (Catering truck) หลังจากที่เจ้าหน้าที่อเมริกันได้รับรายงานข่าวกรองที่เชื่อถือได้ว่าอาจมีการโจมตีด้วยขีปนาวุธจากอิหร่านพุ่งเป้ามาที่แอร์พอร์ตฟอร์วัน แม้ทำเนียบขาวจะเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับภัยดังกล่าวน้อยมาก แต่เหตุการณ์นี้ก็ตอกย้ำความตึงเครียดอันยาวนานระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านได้เป็นอย่างดี

White House press secretary aircraft tarmac

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง

เบื้องหลังความขัดแย้งนี้มีความเป็นมาที่ยาวนานย้อนไปถึงเดือนมกราคม 2020 เมื่อทรัมป์ในสมัยดำรงตำแหน่งวาระแรก สั่งปฏิบัติการโจมตีด้วยมิสไซล์สังหารนายพลกาเซ็ม โซเลมานี ผู้นำกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ส่งให้ผู้นำอิหร่านประกาศกร้าวว่าจะต้องมีการแก้แค้นประธานาธิบดีสหรัฐฯ และเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาล

"I got him before he got me. They tried twice. Well, I got him first."

ไม่อยากพลาดข่าวใหม่?

สมัครรับสรุปข่าวสารใหม่ทางอีเมล ไม่บ่อยจนรำคาญ

โฆษณา

Donald Trump

ภัยคุกคามเหล่านี้ไม่ใช่แค่คำขู่ลอยๆ เพราะในเดือนกรกฎาคม 2024 เจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายของสหรัฐฯ ได้จับกุมชายชาวปากีสถานชื่อ อาซิฟ เมอร์ชันต์ ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับ IRGC ในข้อหาสมคบคิดลอบสังหารทรัมป์ และต่อมาในเดือนพฤศจิกายนปีเดียวกัน ทางการยังได้ตั้งข้อหาฟาร์ฮัด ชาเกรี ชาวอัฟกานิสถาน ในแผนการลอบสังหารอีกคดีหนึ่ง โดยเมอร์ชันต์เพิ่งถูกตัดสินว่ามีความผิดในเดือนมีนาคม 2026 ขณะที่ชาเกรียยังคงหลบหนีอยู่

เหตุการณ์การใช้รถขนอาหารเพื่ออำพรางตัวในตุรกีถือเป็นมาตรการรักษาความปลอดภัยขั้นสูงสุดที่หาได้ยาก แม้ว่าอดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ หลายคนเคยเดินทางเยือนพื้นที่สงครามอย่างอัฟกานิสถานหรืออิหร่านโดยปกปิดเป็นความลับ แต่การต้องหลบภัยจากชาติคู่อริขณะเดินทางกลับจากการประชุมพันธมิตรระดับนานาชาติสะท้อนให้เห็นว่า ความเสี่ยงส่วนตัวของผู้นำสหรัฐฯ ยังคงเป็นประเด็นที่หน่วยข่าวกรองต้องเฝ้าระวังอย่างเข้มงวดตลอดเวลา

แม้ว่ารัฐบาลอิหร่านจะปฏิเสธมาโดยตลอดว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับแผนการลอบสังหารเหล่านี้ แต่สถานการณ์การสู้รบและการเผชิญหน้ายังคงดำเนินต่อไป ส่งผลให้ความปลอดภัยส่วนตัวของผู้นำสหรัฐฯ กลายเป็นเรื่องที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงอยู่เสมอในการเผชิญหน้าระหว่างสองประเทศ

ที่มา: BBC World

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น
0/2000

พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้