แผนขยายธุรกิจของ Premier Inn ในอ่าวเปอร์เซียเผยจุดแข็งตลาดระดับกลาง
Premier Inn ลุยขยายกิจการใน UAE และซาอุดีอาระเบีย สะท้อนภาพความต้องการโรงแรมระดับกลางในภูมิภาคที่ยังคงแข็งแกร่งท่ามกลางความท้าทาย

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- Premier Inn เผชิญอัตราเข้าพักลดฮวบเหลือ 50% ในเดือนมีนาคมหลังวิกฤตความขัดแย้ง
- อัตราการเข้าพักฟื้นตัวอย่างรวดเร็วแตะ 78% ในเดือนกรกฎาคม และรายได้ลดลงเพียง 11%
- ตลาดโรงแรมระดับกลางทำผลงานด้านอัตราการเข้าพักได้ดีกว่ากลุ่มลักชัวรีในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย
- บริษัทเดินหน้าแผนขยายตลาดสู่ซาอุดีอาระเบียและเพิ่มจำนวนห้องพักเป้าหมาย 8,000 ห้องใน 5 ปี
ธุรกิจของแบรนด์โรงแรมระดับกลางอย่าง Premier Inn ในภูมิภาคตะวันออกกลางกำลังอยู่ในช่วงฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง หลังจากเผชิญกับภาวะชะงักงันครั้งใหญ่เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นผลมาจากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ส่งผลให้ภาพรวมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและโรงแรมในภูมิภาคได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
Simon Leigh กรรมการผู้จัดการของ Premier Inn ประจำภูมิภาคตะวันออกกลาง เปิดเผยว่า ตัวเลขการเข้าพักร่วงลงอย่างรุนแรงเหลือเพียง 50% ในเดือนมีนาคม และซบเซาต่อเนื่องในเดือนเมษายนและพฤษภาคม ก่อนที่จะดีดตัวกลับมาอย่างแข็งแกร่งแตะระดับ 78% ในเดือนกรกฎาคม ขณะที่รายได้ที่เคยดิ่งลงถึง 68% ในเดือนเมษายน ก็หดตัวลดลงเหลือเพียง 11% ในเดือนกรกฎาคมเช่นกัน

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
ในแง่ของโครงสร้างตลาด Ali Siddiqui ผู้จัดการฝ่ายวิจัยระบุว่า ในช่วงเดือนมีนาคมถึงมิถุนายน ตลาดโรงแรมระดับกลางมีความโดดเด่นในด้านอัตราการเข้าพักที่ประคองตัวได้ดีกว่าโรงแรมระดับลักชัวรีในตลาดส่วนใหญ่แถบอ่าวเปอร์เซีย เนื่องจากฐานลูกค้ามีความหลากหลาย ทั้งกลุ่มนักท่องเที่ยวในประเทศ นักเดินทางระดับภูมิภาค และกลุ่มลูกค้าองค์กรธุรกิจ แม้ว่ากลุ่มโรงแรมหรูจะยังคงรักษาความสามารถในการทำกำไรและอัตราค่าห้องพักต่อห้องพักทั้งหมดไว้ได้สูงกว่าก็ตาม
"Middle East occupancy fell to 50% in March, and April and May tracked similarly. But the recovery since has been sharp: occupancy climbed to 78% in July."
Simon Leigh
การที่ตลาดโรงแรมระดับกลางฟื้นตัวได้เร็วกว่าในแง่ของปริมาณห้องพักที่ถูกจอง สะท้อนให้เห็นว่าเมื่อเกิดภาวะวิกฤต นักเดินทางมักจะปรับลดงบประมาณลงมามองหาตัวเลือกที่คุ้มค่ากว่า ขณะที่กลุ่มโรงแรมหรูต้องพึ่งพากำลังซื้อระดับบนที่อาจใช้เวลาฟื้นตัวนานกว่า แผนการรุกตลาดซาอุดีอาระเบียที่มีอุปทานโรงแรมระดับกลางค่อนข้างจำกัด จึงเป็นจังหวะก้าวสำคัญของแบรนด์ในการคว้าส่วนแบ่งการตลาด
แม้ว่าบริษัทจะชะลอการปรับปรุงบางแห่งเนื่องจากต้นทุนวัสดุก่อสร้างที่สูงขึ้น แต่แผนการขยายธุรกิจระยะยาวยังคงเดินหน้าต่อไป โดยมีเป้าหมายเข้าสู่ตลาดซาอุดีอาระเบียเพื่อเจาะเมืองริยาดและเจดดาห์ รวมถึงการบรรลุข้อตกลงเช่าระยะยาวมูลค่าราว 2,000 ล้านดองการ์ดกับ Equitativa และตั้งเป้าเพิ่มจำนวนห้องพักในภูมิภาคนี้ให้ถึง 8,000 ห้องภายในระยะเวลา 5 ปีข้างหน้า
ที่มา: Skift
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น