ศาลฎีกายัน! ยกที่ดินให้วัดแล้วขอคืนไม่ได้ ชี้ตกเป็นของแผ่นดินทันที
คำพิพากษาศาลฎีกาชี้ชัด กรณีอุทิศที่ดินสร้างวัดและยืนยันเจตนาชัดเจน กรรมสิทธิ์ตกเป็นของวัดโดยสมบูรณ์ จะโอนคืนหรือเปลี่ยนมือภายหลังไม่ได้

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- โจทก์ที่ 2 ซื้อที่ดินและยกให้วัดโจทก์ที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 13 กรกฎาคม 2513
- กระทรวงศึกษาธิการและมหาเถรสมาคมประกาศตั้งวัดในราชกิจจานุเบกษาเมื่อ 21 กรกฎาคม 2513
- ที่ดินตกเป็นของแผ่นดินสำหรับสร้างวัดทันทีโดยไม่ต้องจดทะเบียนตาม ป.พ.พ. มาตรา 525
- การโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินวัดต้องทำโดยพระราชบัญญัติเท่านั้น การโอนให้บุคคลอื่นจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ประเด็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับที่ดินวัดกลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้ง หลังศาลฎีกาได้วินิจฉัยกรณีพิพาทเกี่ยวกับการอุทิศที่ดินให้วัด โดยมีข้อเท็จจริงเริ่มต้นเมื่อโจทก์ที่ 2 ได้ซื้อที่ดินพิพาทมาจากบุคคลอื่น แล้วมีความประสงค์ยกที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่โจทก์ที่ 1 ในขณะที่ตัววัดยังไม่ได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล ต่อมาเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2513 โจทก์ที่ 1 ได้รับการประกาศจัดตั้งเป็นวัดอย่างเป็นทางการ โดยมีโจทก์ที่ 2 ดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสในขณะนั้นด้วย
ในกระบวนการดังกล่าว โจทก์ที่ 2 ได้แสดงเจตนารมณ์อย่างชัดเจนมาโดยตลอดว่าได้อุทิศที่ดินแปลงนี้ให้แก่ทางวัด พร้อมทั้งทำบันทึกถ้อยคำระบุว่า โจทก์ที่ 1 มีความประสงค์ขอรับโอนที่ดินพิพาทจากโจทก์ที่ 2 นับตั้งแต่วันที่ 13 กรกฎาคม 2513 เป็นต้นมา ซึ่งทางศาลมองว่าพฤติกรรมดังกล่าวถือเป็นการแสดงเจตนาอุทิศที่ดินเพื่อใช้เป็นสถานที่สร้างวัดอย่างชัดแจ้ง ส่งผลให้ที่ดินพิพาทตกเป็นของแผ่นดินสำหรับใช้สร้างวัดทันทีตามเจตนาของผู้มอบ โดยไม่ต้องดำเนินการทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนการให้ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 525 แต่ประการใด

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
ต่อมาเมื่อการก่อสร้างวัดโจทก์ที่ 1 ดำเนินการแล้วเสร็จ ทางกระทรวงศึกษาธิการและมหาเถรสมาคมได้ให้ความเห็นชอบให้จัดตั้งวัดอย่างเป็นทางการ และได้มีการประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2513 ส่งผลให้ที่ดินพิพาทผืนดังกล่าวกลายเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ที่ 1 หรือตัววัดอย่างสมบูรณ์ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา
ในทางกฎหมายไทย ที่ดินของวัดถือเป็นศาสนสมบัติที่มีสถานะพิเศษต่างจากที่ดินของบุคคลทั่วไป เนื่องจากตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ การจำหน่ายหรือโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินซึ่งเป็นศาสนสมบัติไม่สามารถทำได้โดยง่ายด้วยการทำนิติกรรมทั่วไปของบุคคล แต่วลีสำคัญในคำพิพากษานี้คือ "จะโอนกรรมสิทธิ์ได้ก็แต่โดยพระราชบัญญัติเท่านั้น" ซึ่งหมายความว่าต้องตราเป็นกฎหมายระดับพระราชบัญญัติขึ้นมาโดยเฉพาะเพื่อให้ความคุ้มครองและควบคุมความโปร่งใส ป้องกันไม่ให้บุคคลใดไม่ว่าจะเป็นผู้บริจาคเดิมหรือผู้บริหารวัดแอบนำทรัพย์สินของศาสนาไปเป็นของส่วนตัว
จากสถานะทางกฎหมายดังกล่าว เมื่อที่ดินตกเป็นกรรมสิทธิ์ของวัดเรียบร้อยแล้ว ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 มาตรา 34 จึงกำหนดกรอบไว้อย่างชัดเจนว่าการจะโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินของวัดจะต้องกระทำผ่านพระราชบัญญัติเท่านั้น
ด้วยเหตุนี้ การที่โจทก์ที่ 2 ได้มอบอำนาจให้จำเลยไปดำเนินการรับโอนที่ดินพิพาทมาเป็นของตนเอง จึงทำให้จำเลยไม่มีสัตถาภาพหรือสิทธิใดๆ ในการรับโอนที่ดินของวัดมาเป็นกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคล ส่งผลสืบเนื่องให้การทำธุรกรรมโอนที่ดินต่อจากจำเลยไปยังจำเลยร่วมที่ 1 กลายเป็นการดำเนินการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายไปโดยปริยาย
ที่มา: Matichon Politics
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น