อนุทิน ลั่น มท.-ตร. ต้องทำงานคู่จิ้น สั่งอัดเสียงทันทีหากมีใครแอบอ้างชื่อเคลียร์คดี
นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย กำชับฝ่ายปกครองและตำรวจทำงานร่วมกันอย่างไร้รอยต่อ พร้อมเตือนให้ระวังปืนเถื่อนและห้ามเกรงใจผู้มีอิทธิพล

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- กระทรวงมหาดไทยและตำรวจต้องทำงานร่วมกันเป็นทีมแบบไร้รอยต่อ
- เดินหน้ากวาดล้างอาวุธปืน ย้ำประเทศไทยไม่ใช่แดนคาวบอย
- เตือนอย่าเกรงใจสายโทรศัพท์แอบอ้าง พร้อมสั่งให้อัดเสียงทันที
เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 13 สิงหาคม ที่ผ่านมา ณ อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เดินทางมาเป็นประธานเปิดโครงการประชุมเชิงปฏิบัติการ การขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านความมั่นคงตามนโยบายรัฐบาลในระดับพื้นที่ รุ่นที่ 1 โดยมีบุคคลสำคัญเข้าร่วมประชุมอย่างคับคั่ง ไม่ว่าจะเป็นปลัดกระทรวงมหาดไทย ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ รวมถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจจากตำรวจภูธรภาค 1, 2 และ 7
การประชุมในครั้งนี้สืบเนื่องมาจากผลการจัดเวิร์กช็อปตลอดช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ระหว่างผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้บังคับการตำรวจภูธรแต่ละจังหวัด ซึ่งได้ข้อสรุปถึง 9 ประเด็นสำคัญที่ต้องการผลักดันให้เกิดความร่วมมืออย่างจริงจัง ประกอบด้วย:
- การบุกรุกที่ดิน
- อาชญากรรมไซเบอร์
- นอมินี
- การฟอกเงิน
- ผู้มีอิทธิพล (เน้นกลุ่มอันธพาล)
- การแก้ไขหนี้นอกระบบ
- ความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว
- การจัดการเชื่อมโยงฐานข้อมูล
- การป้องกันและปราบปรามยาเสพติด
นายกรัฐมนตรีระบุว่า ปัญหาเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่หากบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะช่วยสร้างความสงบสุขและความมั่นคงให้แก่ประเทศ พร้อมกันนี้ยังได้เน้นย้ำถึงสถานการณ์อาวุธปืนในประเทศไทยที่มีตัวเลขน่าตกใจ โดยระบุว่าในปัจจุบันมีอาวุธปืนในประเทศสูงถึง 10 กว่าล้านกระกระบอก
นายกรัฐมนตรีเปรียบเทียบว่าเมื่อหักจำนวนเด็กและผู้สูงออกไป อัตราส่วนจะเหลือเพียงประชากร 3-4 คนต่ออาวุธปืน 1 กระบอก ซึ่งถือว่ามีความเสี่ยงสูงเปรียบเสมือนแดนคาวบอย ทางกรมการปกครองจึงได้ปิดระบบการออกใบอนุญาต ป.3 สำหรับการซื้อขายครอบครองของคนทั่วไปแล้ว รวมถึงใบอนุญาต ป.12 ที่ไม่มีมานานถึง 3 ปี นอกจากนี้ รัฐบาลยังอยู่ระหว่างมอบหมายให้ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีด้านกฎหมาย ดำเนินการยกร่างพระราชบัญญัติอาวุธปืนฉบับใหม่ขึ้นมาควบคุมให้รัดกุมยิ่งขึ้น
<
ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
การเน้นย้ำเรื่องความร่วมมือระหว่างฝ่ายปกครอง (กระทรวงมหาดไทย) และฝ่ายความมั่นคง (สำนักงานตำรวจแห่งชาติ) หรือที่นายกรัฐมนตรีเปรียบเปรยเป็นการทำงานแบบคู่จิ้น สะท้อนถึงความพยายามแก้ปัญหาอาชญากรรมเชิงโครงสร้างที่มักติดขัดเรื่องการทำงานแบบแยกส่วน (Silo) โดยการผลักดันให้ใช้ฐานข้อมูลชุดเดียวกันหรือ One Data ถือเป็นกุญแจสำคัญในการยกระดับประสิทธิภาพการข่าวและการป้องกันเหตุเชิงรุกในระดับพื้นที่
ขอให้ทุกท่านใช้หลักที่ผมเคยมอบหมาย คือมีความเป็นอิสระอย่างสูงสุดในการปฏิบัติหน้าที่ ตามนโยบายปิดชื่อถือพฤติกรรม ไม่ต้องสนใจ โทรศัพท์ใครที่โทรเข้ามา ถ้าผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หรือผู้บังคับบัญชาของท่านไม่ได้โทรมาก็ไม่ต้องปฏิบัติ เพราะไม่ใช่คำสั่งที่ถูกต้องตามกฎหมาย
อนุทิน ชาญวีรกูล
ในช่วงท้าย นายกรัฐมนตรียังได้ให้ความมั่นใจแก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานทุกคนในการบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด โดยสั่งการให้ตั้งด่านตรวจค้นอาวุธปืนและยาเสพติดอย่างเข้มข้น พร้อมกับฝากข้อความถึงผู้ที่ชอบแอบอ้างชื่อผู้ใหญ่เพื่อวิ่งเต้นคดีความว่า หากมีใครโทรมาอ้างชื่อนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรี ให้รีบอัดเสียงเก็บไว้ทันที เพราะยืนยันว่าไม่มีนโยบายโทรศัพท์ไปสั่งการช่วยเหลือผู้กระทำผิดอย่างแน่นอน และหากพบว่าเป็นเสียงของรัฐมนตรีจริง จะถือเป็นวันทำงานวันสุดท้ายของบุคคลนั้นทันที
ที่มา: Matichon Politics
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น