นายกฯ สั่ง มท.-ตร. ผนึกกำลังปราบปืนเถื่อน ชูกลยุทธ์คู่จิ้นใช้ One Data
อนุทิน ชาญวีรกูล สั่งการกระทรวงมหาดไทยและตำรวจบูรณาการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด พร้อมกำชับตั้งด่านตรวจค้นอาวุธปืนเข้มงวด ย้ำชัดไม่มีการโทรสั่งเคลียร์คดีแน่นอน

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- นายกฯ มอบนโยบาย มท. และ ตร. ทำงานร่วมกันแบบคู่จิ้นเพื่อความมั่นคง
- เน้นใช้ฐานข้อมูลเดียวกัน (One Data) ขับเคลื่อน 9 ประเด็นสำคัญใน 90 วัน
- สั่งเข้มงวดตั้งด่านตรวจค้นอาวุธปืน ย้ำห้ามเกรงใจสายโทรขอเคลียร์
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดโครงการประชุมเชิงปฏิบัติการการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านความมั่นคงตามนโยบายรัฐบาลในระดับพื้นที่ รุ่นที่ 1 ณ อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 13 สิงหาคม 2569 โดยมีปลัดกระทรวงมหาดไทย ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ และตำรวจภูธรภาค 1, 2 และ 7 เข้าร่วมการประชุมดังกล่าว
การประชุมครั้งนี้ต่อยอดมาจากการจัดเวิร์กช็อประหว่างผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้บังคับการตำรวจภูธรในแต่ละจังหวัดช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา โดยนายกรัฐมนตรีได้กำหนด 9 ประเด็นหลักที่ต้องอาศัยความร่วมมืออย่างจริงจัง ประกอบด้วย:
- การบุกรุกที่ดิน
- อาชญากรรมไซเบอร์
- นอมินี
- การฟอกเงิน
- ผู้มีอิทธิพลเฉพาะกลุ่มอันธพาล
- การแก้ไขหนี้นอกระบบ
- ความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว
- การจัดการเชื่อมโยงฐานข้อมูล
- การป้องกันและปราบปรามยาเสพติด

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
นายกรัฐมนตรีระบุว่า ปัญหาความมั่นคงในปัจจุบันมีความซับซ้อนและมีรูปแบบที่เปลี่ยนไปจากเดิม อาชญากรรมสามารถเกิดขึ้นได้ตั้งแต่ระดับครอบครัว ชุมชน จนถึงระดับชาติ เจ้าหน้าที่จึงไม่สามารถทำงานแบบต่างคนต่างทำได้อีกต่อไป แต่จะต้องจับมือกันทำงานในทุกระดับ เช่น ผู้ว่าราชการจังหวัดกับผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด นายอำเภอกับผู้กำกับการสถานีตำรวจ และปลัดอำเภอกับสารวัตร เพื่อให้การดูแลความสงบเรียบร้อยเป็นไปอย่างไร้รอยต่อภายใต้แนวทางบำบัดทุกข์บำรุงสุขพิทักษ์สันติราษฎร์พิฆาตยาเสพติด พร้อมกันนี้ยังเน้นย้ำให้ใช้ระบบข้อมูลเดียวกันหรือ One Data ภายในกรอบเวลา 90 วัน
ในประเด็นเรื่องอาวุธปืน นายกรัฐมนตรีแสดงความกังวลอย่างยิ่งเนื่องจากปัจจุบันประเทศไทยมีอาวุธปืนอยู่ในครอบครองกว่า 10 ล้านกระบอก หรือคิดเป็นสัดส่วนประชากร 6-7 คนต่อปืน 1 กระบอก ซึ่งเปรียบเสมือนดินแดนคาวบอย และหากตัดกลุ่มเด็กและผู้สูงอายุออกไป สัดส่วนจะเหลือเพียง 3-4 คนต่อปืน 1 กระบอกเท่านั้น เบื้องต้นกรมการปกครองได้ปิดระบบการออกใบอนุญาต ป.3 สำหรับการซื้อขายครอบครองของคนทั่วไปแล้ว ขณะที่ใบอนุญาต ป.12 ก็ไม่มีมาเป็นเวลา 3 ปี
"ขอให้ท่านใช้หลักที่ผมเคยมอบหมาย คือมีความเป็นอิสระอย่างสูงสุดในการปฏิบัติหน้าที่ ตามนโยบายปิดชื่อถือพฤติกรรม ไม่ต้องสนใจโทรศัพท์ใครที่โทรเข้ามา ถ้าผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หรือผู้บังคับบัญชาของท่านไม่ได้โทรมาก็ไม่ต้องปฏิบัติ เพราะไม่ใช่คำสั่งที่ถูกต้องตามกฎหมาย ผมไม่มีวันโทรอยู่แล้ว"
อนุทิน ชาญวีรกูล
การเน้นย้ำเรื่องการบูรณาการข้อมูลและการตั้งด่านตรวจอาวุธปืนสะท้อนถึงความพยายามของรัฐบาลในการแก้ปัญหาอาชญากรรมเชิงโครงสร้าง การใช้แนวคิด One Data ช่วยลดอุปสรรคเรื่องข้อมูลแยกส่วนระหว่างกระทรวงมหาดไทยและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งในอมตะนัยของการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี การเชื่อมโยงฐานข้อมูลสารสนเทศถือเป็นหัวใจสำคัญในการพยากรณ์และป้องกันเหตุร้ายก่อนที่จะเกิดขึ้นจริง รวมถึงการร่างพระราชบัญญัติอาวุธปืนฉบับใหม่ที่กำลังดำเนินการโดยรองนายกรัฐมนตรีด้านกฎหมาย จะเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญในการควบคุมอาวุธปืนในระยะยาว
สำหรับการปฏิบัติงานในพื้นที่ นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้ฝ่ายปกครองและตำรวจร่วมกันตั้งด่านตรวจค้นอาวุธปืนและยาเสพติดอย่างเข้มข้น พร้อมทั้งเน้นย้ำให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเด็ดเด็ดขาดกับผู้กระทำผิดโดยไม่ต้องเกรงใจผู้มีอิทธิพลหรือสายโทรขอความช่วยเหลือ พร้อมระบุว่าหากมีใครอ้างชื่อนายกรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรีให้มั่นใจได้เลยว่าเป็นตัวปลอม เนื่องจากตัวจริงจะไม่โทรศัพท์มาขอเคลียร์คดีอย่างแน่นอน และหากพบเบาะแสการแทรกแซงสามารถอัดเสียงส่งตรงมาได้ทันที
ที่มา: Khaosod Politics
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น