ข้ามไปเนื้อหาหลัก

อีโบลาสายพันธุ์หายากระบาดหนักในคองโก ส่อเค้าวิกฤตสุดในประวัติศาสตร์

องค์การอนามัยโลกเตือนการแพร่ระบาดของไวรัสอีโบลาครั้งล่าสุดในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกกำลังจะกลายเป็นครั้งที่รุนแรงที่สุดเท่าที่เคยบันทึกมา

เรียบเรียงโดย AI
Inewgen
13 Aug 2026ที่มา: BBC World3 นาทีอ่าน (0 ครั้ง)
แชร์
อีโบลาสายพันธุ์หายากระบาดหนักในคองโก ส่อเค้าวิกฤตสุดในประวัติศาสตร์

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง

ขนาดตัวอักษร
  • การระบาดเริ่มประกาศทางการเมื่อ 15 พฤษภาคม 2026 มีผู้ป่วยกว่า 4,300 ราย และเสียชีวิตมากกว่า 2,000 ราย
  • เกิดจากไวรัสอีโบลาสายพันธุ์ Bundibugyo ที่หายากและยังไม่มีวัคซีนหรือยารักษาที่ได้รับอนุมัติ
  • ความไม่สงบในภูมิภาคทำให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขเข้าถึงผู้ป่วยได้เพียงประมาณ 30% เท่านั้น

สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลาในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (DR Congo) กำลังดำเนินไปในทิศทางที่จะแซงหน้าสถิติการระบาดที่ร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ ตามการเปิดเผยของผู้อำนวยการใหญ่แห่งองค์การอนามัยโลก (WHO) โดยการระบาดระลอกปัจจุบันนี้ถูกประกาศอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2026 ที่ผ่านมา ซึ่งตรวจพบผู้ป่วยแล้วอย่างน้อย 4,300 ราย และคร่าชีวิตผู้คนไปมากกว่า 2,000 ศพแล้วในขณะนี้

ทาง WHO ได้แถลงเมื่อวันพุธที่ผ่านมาว่ามีความคาดหวังที่จะพลิกสถานการณ์การแพร่ระบาดให้ช้าลงได้ภายในระยะเวลาสามเดือนข้างหน้า แต่ก็ได้ออกโรงเตือนว่าเป้าหมายดังกล่าวหมายถึงการควบคุมการแพร่เชื้อให้อยู่ในวงจำกัดเท่านั้น ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถยุติการระบาดทั้งหมดลงได้ทันที เจ้าหน้าที่ด้านสุขภาพระบุเพิ่มเติมว่า แม้การแพร่ระบาดเพิ่งจะถูกประกาศอย่างเป็นทางการในเดือนพฤษภาคม แต่เชื่อว่าเชื้อไวรัสนี้น่าจะเริ่มแพร่กระจายมาตั้งแต่ช่วงสามเดือนก่อนหน้านั้นแล้ว

Democratic Republic of Congo hospital health workers

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง

4,300+จำนวนผู้ป่วยสะสม
2,000+จำนวนผู้เสียชีวิต
30%สัดส่วนผู้ป่วยที่เข้าถึง

ดร.โมฮาเหม็ด จานาบี (Dr. Mohamed Janabi) ผู้อำนวยการ WHO ภูมิภาคแอฟริกา ได้กล่าวในงานแถลงข่าวที่เมืองบูเนีย (Bunia) ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับจุดศูนย์กลางของการระบาดว่า ทางการกำลังวิ่งไล่ตามไวรัสตัวนี้อยู่เนื่องจากไวรัสกำลังก้าวล้ำหน้าไปก่อน นอกจากนี้เขายังอ้างอิงข้อมูลจากการศึกษาวิจัยที่ระบุว่าเชื้อไวรัสเริ่มแพร่กระจายตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ และในระยะแรกนั้นถูกวินิจฉัยโรคผิดพลาดว่าเป็นโรคมาลาเรียหรือไข้รากสาดน้อย (typhoid)

"We are chasing the virus, the virus is ahead of us"

ไม่อยากพลาดข่าวใหม่?

สมัครรับสรุปข่าวสารใหม่ทางอีเมล ไม่บ่อยจนรำคาญ

โฆษณา

Dr Mohamed Janabi

สำหรับการระบาดในปี 2026 นี้ เกิดจากไวรัสอีโบลาสายพันธุ์ Bundibugyo ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่พบได้ยาก โดยที่ผ่านมาเคยเกิดการระบาดจากสายพันธุ์นี้มาแล้วเพียงสองครั้งเท่านั้น คือในปี 2007 และปี 2012 ปัญหาสำคัญคือยังไม่มีวัคซีนที่ได้รับการอนุมัติหรือยารักษาจำเพาะที่ได้รับการรับรองในการรักษาไวรัสสายพันธุ์นี้โดยตรง ประกอบกับปัญหาความไม่สงบในภูมิภาคทางตะวันออกของคองโก ยิ่งสร้างอุปสรรคเพิ่มเติมในการควบคุมโรค ส่งผลให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขสามารถเข้าถึงผู้ป่วยได้เพียงประมาณ 30% เท่านั้น

ในมุมมองเชิงระบาดวิทยา การที่เชื้อไวรัสอีโบลาสายพันธุ์ Bundibugyo กลับมาระบาดอีกครั้งหลังจากทิ้งช่วงไปนานตั้งแต่ปี 2012 ถือเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ของวงการแพทย์โลก เนื่องจากสายพันธุ์นี้ไม่มีวัคซีนและยารักษามาตรฐานเหมือนกับสายพันธุ์ซาอีร์ (Zaire) ที่เคยมีการพัฒนาวัคซีนสำเร็จในอดีต ประกอบกับความท้าทายด้านภูมิศาสตร์และการสู้รบในพื้นที่ตะวันออกของคองโก ทำให้ความพยายามในการสอบสวนโรคและกักตัวผู้สัมผัสใกล้ชิดเป็นไปอย่างยากลำบาก

ในด้านความคืบหน้าทางการแพทย์ สำนักงานกำกับดูแลผลิตภัณฑ์ยาของสหราชอาณาจักร (MHRA) ได้อนุมัติให้มีการทดสอบทางคลินิกในมนุษย์ครั้งแรกสำหรับวัคซีนป้องกันไวรัสสายพันธุ์ Bundibugyo แล้ว โดยวัคซีนดังกล่าวถูกพัฒนาขึ้นโดยทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด (University of Oxford) ซึ่งใช้เทคโนโลยีเดียวกันกับที่เคยใช้ผลิตวัคซีนโควิดของออกซฟอร์ด-แอสตร้าเซนเนกา นอกจากนี้ยังมีกลุ่มนักวิจัยอื่นอีกสามกลุ่มที่กำลังพัฒนาวัคซีนตัวอื่นสำหรับสายพันธุ์นี้เช่นกันแต่ยังไม่ถึงขั้นทดลองในมนุษย์

ที่มา: BBC World

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น
0/2000

พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้