นายกฯ ถกปลัดกลาโหมสหรัฐฯ ย้ำไทยไม่นำความมั่นคงต่อรองการค้า พร้อมหนุนสันติภาพภูมิภาค
นายกรัฐมนตรีให้การต้อนรับปลัดกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ประกาศจุดยืนชัดเจนไม่ใช้ความร่วมมือด้านกลาโหมเป็นข้อต่อรองทางการค้า พร้อมเดินหน้ายกระดับความร่วมมือทางทหารและรับมือภัยคุกคามสมัยใหม่

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- นายกฯ ยืนยันไทยไม่นำความมั่นคงมาเป็นเงื่อนไขต่อรองการค้า
- เผยไทย-สหรัฐฯ มีความสัมพันธ์ทางการทหารยาวนานถึง 193 ปี
- หารือร่วมกับปลัดกลาโหมสหรัฐฯ ยกระดับอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ
- ขอบคุณโดนัลด์ ทรัมป์ สำหรับบทบาทคลี่คลายสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา
นายกรัฐมนตรีได้เปิดเผยถึงจุดยืนอันแน่วแน่ของรัฐบาลไทย โดยระบุว่าความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่างประเทศไทยและสหรัฐอเมริกาถือเป็นหนึ่งในเสาหลักสำคัญของความสัมพันธ์ทวิภาคีที่มีมาอย่างยาวนาน ทางการไทยไม่มีนโยบายนำเรื่องความร่วมมือด้านกลาโหมมาใช้เป็นเงื่อนไขหรือเครื่องมือต่อรองในการเจรจาทางการค้าแต่อย่างใด การดำเนินนโยบายทั้งสองด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านการค้าหรือความมั่นคง จะถูกแยกออกจากกันอย่างเด็ดขาดและดำเนินไปบนพื้นฐานของผลประโยชน์ร่วมกันผ่านกลไกเฉพาะของแต่ละฝ่าย
ในมิติของความร่วมมือทางทหาร ผู้นำรัฐบาลไทยได้หยิบยกประเด็นความสัมพันธ์อันยาวนานถึง 193 ปีระหว่างสองประเทศขึ้นมาเน้นย้ำ พร้อมแสดงเจตนารมณ์ในการให้ความสำคัญกับความเป็นพันธมิตรและหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์อย่างต่อเนื่อง ความร่วมมือนี้ไม่เพียงแต่นำมาซึ่งประโยชน์สุขแก่ประชาชนของทั้งสองชาติเท่านั้น แต่ยังมีบทบาทสำคัญยิ่งต่อการรักษาสันติภาพ ความมั่นคง และเสถียรภาพในภาพรวมของภูมิภาค ทั้งสองประเทศจึงมีความจำเป็นต้องร่วมมือกันปรับปรุงความสัมพันธ์ให้สอดรับกับภูทัศน์ความมั่นคงระดับโลกที่พลิกผันไปอย่างรวดเร็ว

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
การที่ผู้นำไทยออกมาประกาศแยกส่วนเรื่องความมั่นคงออกจากข้อตกลงทางการค้าอย่างชัดเจน ถือเป็นท่าทีทางการทูตที่สำคัญท่ามกลางบรรยากาศภูมิรัฐศาสตร์โลกที่มีความตึงเครียดสูง การเจรจาการค้าสมัยใหม่มักถูกผูกโยงกับประเด็นความมั่นคงทางห่วงโซ่อุปทานหรือเทคโนโลยี การที่ไทยยืนยันใช้กลไกแยกส่วนช่วยลดแรงกดดันและรักษาความเป็นอิสระในการดำเนินนโยบายต่างประเทศ ขณะเดียวกันก็ยังคงรักษาฐานะพันธมิตรทางยุทธศาสตร์ที่ใกล้ชิดกับมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ เอาไว้ได้เป็นอย่างดี
ทางด้านปลัดกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ได้กล่าวสนับสนุนท่าทีดังกล่าว โดยระบุว่าประเทศไทยคือมิตรประเทศที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยิ่งยวด พร้อมทั้งย้ำว่าสหรัฐฯ ให้ความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ต่อภูมิภาคนี้ รวมถึงให้ความสำคัญกับการผนึกกำลังกับประเทศที่มีหลักการและเป้าหมายตรงกันในการปกป้องสันติภาพและความมั่นคง นอกจากนี้ ทางฝั่งสหรัฐฯ ยังแสดงความมุ่งมั่นที่จะกระชับความร่วมมือด้านความมั่นคงกับไทย เพื่อเผชิญหน้ากับความท้าทายที่มีความซับซ้อนสูงและสภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงที่แปรเปลี่ยนไป
โฆษกรัฐบาลได้เปิดเผยเพิ่มเติมถึงผลการหารือว่า ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องร่วมกันในการยกระดับความร่วมมือด้านความมั่นคงให้มีความแน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น มุ่งเน้นการสร้างขีดความสามารถในการรับมือกับความท้าทายรูปแบบใหม่ ควบคู่ไปกับการพัฒนาความทันสมัยของกองทัพและการต่อยอดความร่วมมือในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ
ในส่วนของการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ นายกฯ ได้หยิบยกประเด็นการพบหารือกับ นายแคช พาเทล (Mr. Kash Patel) ผู้อำนวยการสำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐฯ (FBI) ที่เกิดขึ้นเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งเน้นย้ำถึงการยกระดับความร่วมมือด้านการบังคับใช้กฎหมายเพื่อสกัดกั้นภัยคุกคามในภูมิภาค
นอกจากนี้ ผู้นำไทยยังได้กล่าวถึงสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา โดยได้กล่าวแสดงความขอบคุณต่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สำหรับบทบาทเชิงสร้างสรรค์ในการช่วยสนับสนุนการคลี่คลายสถานการณ์ พร้อมทั้งยืนยันว่าประเทศไทยยังคงยึดมั่นในหลักกฎหมายระหว่างประเทศ หลักการเพื่อนบ้านที่ดี การแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธีผ่านกลไกทวิภาคี และการปฏิบัติตามข้อตกลงกัวลาลัมเปอร์ (KL Accords) เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยอย่างยั่งยืน
ในด้านเศรษฐกิจ นายกฯ ได้แสดงความมุ่งมั่นที่จะเร่งรัดกระบวนการเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทน (Agreement on Reciprocal Trade) ระหว่างไทยและสหรัฐฯ ให้ลุล่วงโดยเร็วที่สุด พร้อมทั้งส่ง,เสริมความร่วมมือในทุกมิติเพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชนทั้งสองประเทศต่อไป
ที่มา: Matichon Politics
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น