World Bank จัดไทยติดท็อป 5 ประเทศรับอานิสงส์ห่วงโซ่อุปทาน AI ปี 2026
ธนาคารโลกเผยรายงานระบุไทยติดอันดับ 5 ประเทศกำลังพัฒนาที่ได้ประโยชน์สูงสุดจากเม็ดเงินลงทุน AI พร้อมแนะแนวทาง 3 ขั้นตอนช่วยประเทศกำลังพัฒนาคว้าโอกาสทางเศรษฐกิจ

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- ไทยติดอันดับ 5 ประเทศกำลังพัฒนาที่ได้ประโยชน์สูงสุดจากห่วงโซ่อุปทาน AI
- ธุรกิจไทยขนาดเล็ก (5-19 คน) ใช้ AI แชทบอทสูงถึง 20% ใกล้เคียงสหรัฐฯ ที่ 25%
- งานในประเทศกำลังพัฒนาเสี่ยงถูก AI แทนที่เพียง 4.5% น้อยกว่าประเทศรายได้สูงที่ 14.2%
- ธนาคารโลกแนะแนวทาง 3 ขั้นตอนเริ่มจากใช้เครื่องมือราคาถูกแล้วปรับเข้ากับบริบทท้องถิ่น
ธนาคารโลกเผยแพร่รายงานประจำปี 2026 ระบุว่าประเทศไทยติดอันดับ 5 ของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่มีโอกาสได้รับประโยชน์สูงสุดจากเม็ดเงินลงทุนมหาศาลที่หลั่งไหลเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานปัญญาประดิษฐ์ (AI) ไม่ว่าจะเป็นชิ้นส่วนเซมิคอนดักเตอร์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และฮาร์ดแวร์สำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ โดยมีประเทศจีนรั้งอันดับ 1 ตามมาด้วยเม็กซิโก มาเลเซีย และเวียดนาม ในภาพรวมระดับมหภาค ตอนนี้กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาทั่วโลกมีสัดส่วนการส่งออกสินค้าที่เกี่ยวข้องกับระบบ AI รวมกันมากกว่าครึ่งหนึ่งแล้ว
งานวิจัยชิ้นนี้พยายามหาทางออกว่าประเทศกำลังพัฒนาจะตักตวงประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากเทคโนโลยีนี้ได้อย่างไร โดยไม่ต้องลงสนามแข่งทุนทรัพย์หรือขุมพลังการประมวลผลกับยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีระดับโลก ธนาคารโลกมองว่าปัญญาประดิษฐ์อาจเป็นทางลัดสำคัญที่ช่วยทลายข้อจำกัดทางเศรษฐกิจที่เรื้อรังมาหลายสิบปี และหากบริหารจัดการได้อย่างเหมาะสม เทคโนโลยีนี้อาจผลักดันให้เศรษฐกิจโลกเติบโตเร็วที่สุดนับตั้งแต่ช่วงบูมปี 2000 พร้อมทั้งกระจายตัวสู่ภูมิภาคต่างๆ รวดเร็วกว่าคลื่นนวัตกรรมรุ่นก่อนหน้าอย่างเห็นได้ชัด

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
ในด้านผลกระทบต่อตลาดแรงงาน รายงานชี้ให้เห็นความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างชาติพัฒนาแล้วกับประเทศกำลังพัฒนา โดยสัดส่วนงานในประเทศกำลังพัฒนาที่ความเสี่ยงสูงจะถูก AI เข้ามาแทนที่อยู่ที่ราว 4.5% เท่านั้น ในขณะที่ประเทศรายได้สูงตัวเลขดังกล่าวพุ่งขึ้นไปสูงถึง 14.2% สะท้อนให้เห็นว่าความเปราะบางทางอาชีพในประเทศกำลังพัฒนาอาจไม่ได้น่ากลัวอย่างที่กังวล
สอดคล้องกับกรณีของมาเลเซียที่ยกระดับจากฐานการประกอบชิปดั้งเดิม สู่การพัฒนาความสามารถด้านการออกแบบชิปของตนเอง โดยบริษัท SkyeChip ได้เปิดตัว MARS1000 ชิป Edge AI รุ่นแรกที่ออกแบบในประเทศด้วยเทคโนโลยี 7 นาโนเมตรในปี 2025 ความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้เกิดขึ้นท่ามกลางงบลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI ของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ 5 แห่ง ได้แก่ Alphabet, Amazon, Meta, Microsoft และ Oracle ที่ S&P Global Ratings ประเมินว่าจะสูงถึง 750,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2026 หรือคิดเป็น 38% ของรายได้รวมทั้งหมด ซึ่งสูงกว่า GDP ทั้งปีของสิงคโปร์ ไทย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และมาเลเซียรวมกันเสียอีก
การที่บริษัทยักษ์ใหญ่ทุ่มงบลงทุนเกือบเท่าจีดีพีหลายประเทศรวมกันสะท้อนถึงการเดิมพันครั้งประวัติศาสตร์ แต่ในมุมมองของนักเศรษฐศาสตร์ สิ่งสำคัญไม่ใช่การแข่งสร้างโครงสร้างพื้นฐานราคาแพงเหล่านั้นด้วยตัวเอง แต่เป็นการเลือกใช้เครื่องมือที่มีความคุ้มค่าและตอบโจทย์ปัญหาปากท้องในประเทศทันที ซึ่งจะช่วยให้ประเทศกำลังพัฒนาสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้รวดเร็วยิ่งขึ้นโดยไม่ต้องรอความพร้อมสมบูรณ์แบบ
หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารโลกให้คำแนะนำว่าประเทศกำลังพัฒนาไม่ควรหวาดหวั่นกับตัวเลขเงินลงทุนมหาศาล โดยเปรียบเปรยว่า AI เปรียบเสมือนเชือกช่วยชีวิตที่ถูกยื่นมาให้ และประเทศเหล่านี้ควรคว้าไว้โดยไม่ต้องลงทุนสร้างโมเดลขนาดใหญ่หรือดาต้าเซ็นเตอร์ระดับไฮเปอร์สเกลเอง การเลือกหยิบเครื่องมือขนาดเล็กที่มีต้นทุนต่ำมาปรับใช้กับบริบทท้องถิ่นก็เพียงพอแล้ว โดยธนาคารได้วางแนวทาง 3 ขั้นตอน ได้แก่ เริ่มต้นใช้เครื่องมือ AI ราคาประหยัด ปรับเทคโนโลยีให้เข้ากับข้อมูลและภาษาท้องถิ่น เช่น ในภาคการเกษตรและการศึกษา และสุดท้ายคือการต่อยอดพัฒนาเทคโนโลยีที่ซับซ้อนขึ้นเองเมื่อพร้อม ทั้งนี้โครงสร้างพื้นฐานอย่างไฟฟ้าที่เสถียร อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ตลอดจนทักษะพื้นฐานของแรงงานยังคงเป็นปัจจัยพื้นฐานที่ขาดไม่ได้
สำหรับการใช้งานในประเทศไทย จากผลสำรวจ Enterprise Survey on AI Adoption ของธนาคารโลกใน 7 ประเทศ ธุรกิจไทย 360 รายในภาคการผลิต ก่อสร้าง และบริการ สะท้อนภาพการใช้งานที่โดดเด่นในกลุ่มธุรกิจขนาดเล็กที่มีพนักงาน 5-19 คน ซึ่งมีสัดส่วนการใช้ AI แชทบอทสูงถึง 20% ใกล้เคียงกับสหรัฐอเมริกาที่ 25% ทว่าการใช้งานส่วนใหญ่ยังจำกัดอยู่เพียงงานพื้นฐาน เช่น การสืบค้นข้อมูล การร่างและแก้ไขเอกสาร หรือการแปลภาษา ยังไม่ได้ก้าวไปถึงระดับการปรับเปลี่ยนโครงสร้างกระบวนการทำงานหลักขององค์กรอย่างเบ็ดเสร็จ
"AI คือเชือกช่วยชีวิตที่ยื่นมาให้ประเทศกำลังพัฒนา และควรคว้าไว้โดยไม่ต้องสร้างโมเดลขนาดใหญ่หรือดาต้าเซ็นเตอร์ระดับไฮเปอร์สเกลด้วยตัวเอง"
หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ ธนาคารโลก
อุปสรรคสำคัญในการนำ AI ไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดคือการปรับให้เข้ากับบริบทท้องถิ่น ธนาคารโลกยกตัวอย่างโมเดลปัญญาประดิษฐ์จากอังกฤษที่ออกแบบมาเพื่อคัดกรองผู้ป่วยโควิด-19 แต่พอนำไปทดสอบจริงกับผู้ป่วยในเวียดนาม ประสิทธิภาพกลับลดลงอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากความแตกต่างทางประชากรศาสตร์ ปัญหานี้ผลักดันให้นักพัฒนาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ร่วมกันสร้าง SEA-LION (Southeast Asian Languages in One Network) ซึ่งเป็นกลุ่มโมเดลภาษาขนาดใหญ่ที่ถูกฝึกฝนให้เข้าใจภาษา กฎหมาย และวัฒนธรรมของภูมิภาคนี้โดยเฉพาะ
ในส่วนของภาครัฐ รัฐบาลในอาเซียนเริ่มนำระบบอัตโนมัติมาให้บริการประชาชน ควบคู่กับการควบคุมความเสี่ยง ตัวอย่างเช่น กรมสรรพากรของสิงคโปร์ที่เปิดตัวผู้ช่วย AI ช่วยให้ประชาชนตรวจสอบยอดค้างชำระและปรับแผนผ่อนชำระได้ด้วยตนเอง ซึ่งช่วยประหยัดเวลาไปเกือบ 12,000 ชั่วโมงในปี 2024 ขณะที่ประเทศอื่นๆ เริ่มเข้าแทรกแซงเมื่อพบความเสี่ยง เช่น ฟิลิปปินส์ที่สั่งระงับการเข้าถึงโมเดล Grok ชั่วคราวเนื่องจากความกังวลด้านเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม ธนาคารโลกเน้นย้ำว่าความเชื่อมั่นของประชาชนคือหัวใจสำคัญ กฎระเบียบต้องปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลและป้องกันไม่ให้ระบบสร้างอคติซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำที่มีอยู่เดิม
ที่มา: Techsauce
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น