เจาะลึกสตาร์ตอัปฟิวชันระดมทุนทะลุ 100 ล้านดอลลาร์
สำรวจรายชื่อสตาร์ตอัปพลังงานนิวเคลียร์ฟิวชันที่ระดมทุนเกิน 100 ล้านดอลลาร์ นำโดย Commonwealth Fusion Systems, Helion และ TAE

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- พลังงานฟิวชันจากดวงอาทิตย์ถูกพัฒนาให้จับต้องได้จริง
- เงินลงทุนมหาศาลขับเคลื่อนด้วยชิปทรงพลัง AI และแม่เหล็กขั้นสูง
- สตาร์ตอัปชั้นนำอย่าง CFS และ Helion ระดมทุนทะลุพันล้านดอลลาร์
- บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่เริ่มทำสัญญาซื้อขายพลังงานล่วงหน้า
พลังงานฟิวชันขยับจากเรื่องตลกขบขันในอดีตมาสู่เทคโนโลยีที่จับต้องได้จริงและดึงดูดนักลงทุนจำนวนมาก แม้จะต้องเผชิญกับความท้าทายทางเทศโนโลยีและต้นทุนการสร้างที่สูง แต่ฟิวชันมีศักยภาพในการดึงปฏิกิริยานิวเคลียร์ที่ให้พลังงานแก่ดวงอาทิตย์มาสร้างพลังงานเกือบไร้ขีดจำกัดบนโลก หากสตาร์ตอัปเหล่านี้ประสบความสำเร็จในการสร้างโรงไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ ก็อาจพลิกโฉมตลาดมูลค่าหลายล้านล้านดอลลาร์ได้ทันที
คลื่นความเชื่อมั่นที่หนุนอุตสาหกรรมฟิวชันขับเคลื่อนด้วยความก้าวหน้า 3 ประการหลัก ได้แก่ ชิปคอมพิวเตอร์ที่ทรงพลังยิ่งขึ้น ปัญญาประดิษฐ์ที่ซับซ้อนขึ้น และแม่เหล็กตัวนำยิ่งยวดอุณหภูมิสูง ซึ่งองค์ประกอบเหล่านี้ช่วยให้การออกแบบเครื่องปฏิกรณ์ดีขึ้น การจำลองแม่นยำขึ้น และควบคุมระบบได้ซับซ้อนยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ความสำเร็จของห้องปฏิบัติการกระทรวงพลังงานสหรัฐฯ เมื่อปลายปี 2022 ที่สร้างปฏิกิริยาฟิวชันแบบควบคุมได้ซึ่งให้พลังงานมากกว่าที่ยิงเลเซอร์เข้าไป ก็เป็นเครื่องพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ที่สำคัญ
การที่พลังงานฟิวชันได้รับความสนใจและเงินทุนระดับพันล้านดอลลาร์ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นว่านักลงทุนมองข้ามความเสี่ยงระยะยาวเพื่อมุ่งเน้นไปยังแหล่งพลังงานสะอาดแห่งอนาคต โดยเฉพาะเมื่อบริษัทไอทีอย่าง Google และ Microsoft เข้ามามีส่วนร่วมในฐานะผู้ซื้อพลังงานล่วงหน้า ยิ่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับตลาดเชิงพาณิชย์อย่างมาก
Commonwealth Fusion Systems (CFS) ถือเป็นบริษัทที่ระดมทุนได้มากที่สุด คิดเป็นประมาณหนึ่งในสามของเงินลงทุนเอกชนทั้งหมดในบริษัทฟิวชัน โดยรอบล่าสุดที่ปิดการระดมทุนในเดือนกรกฎาคมได้เพิ่มเงิน 1,000 ล้านดอลลาร์ ทำให้ยอดรวมพุ่งไปอยู่ที่ 3,940 ล้านดอลลาร์ ข้อมูลจาก FusionX ระบุว่า CFS กำลังสร้างโรงไฟฟ้า Sparc ในแมสซาชูเซตส์ ซึ่งมีกำหนดเริ่มดำเนินงานในช่วงปลายปี 2026 หรือต้นปี 2027 พร้อมทั้งมีแผนสร้างโรงไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ Arc ขนาด 400 เมกะวัตต์ ใกล้เมืองริชมอนด์ รัฐเวอร์จิเนีย โดย Google ได้ตกลงซื้อพลังงานครึ่งหนึ่งจากโรงไฟฟ้านี้แล้ว

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
ในขณะเดียวกัน Helion เป็นอีกหนึ่งสตาร์ตอัปที่มีกำหนดการดำเนินงานที่รวดเร็ว โดยตั้งเป้าผลิตไฟฟ้าจากเครื่องปฏิกรณ์ในปี 2028 และมีลูกค้ารายแรกคือ Microsoft ทางบริษัทตั้งอยู่ที่เมืองเอเวอเรตต์ รัฐวอชิงตัน ใช้เครื่องปฏิกรณ์แบบ field-reversed configuration และเพิ่งระดมทุนไป 465 ล้านดอลลาร์ในเดือนมิถุนายน ส่งผลให้บริษัทมีมูลค่าสูงถึง 15,500 ล้านดอลลาร์ และมียอดระดมทุนรวมทั้งหมด 3,200 ล้านดอลลาร์
อีกหนึ่งบริษัทที่น่าจับตามองคือ TAE Technologies ก่อตั้งขึ้นในปี 1998 โดยแยกตัวมาจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย Irvine ซึ่งในเดือนธันวาคม 2025 ทาง TAE ได้ประกาศควบรวมกิจการกับบริษัทโซเชียลมีเดียของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในมูลค่ากิจการรวม 6,000 ล้านดอลลาร์ ก่อนหน้านี้ TAE เคยระดมทุนไปแล้ว 1,650 ล้านดอลลาร์จากนักลงทุนเดิมอย่าง Google, Chevron และ New Enterprise
ที่มา: TechCrunch
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น