ผู้บริหารรุ่นใหม่ใช้ AI พลิกธุรกิจครอบครัวทะลุพันล้าน มองเป็นโครงสร้างพื้นฐานองค์กร
ถอดบทเรียนความสำเร็จของทายาทธุรกิจเครื่องสำอาง นำ AI มาปรับใช้รื้อระบบหลังบ้าน ลดงานเอกสารซ้ำซาก และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตโดยไม่ปลดพนักงานออก

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- มอง AI เป็นโครงสร้างพื้นฐานเหมือนไฟฟ้าและอินเทอร์เน็ตไม่ใช่แค่เครื่องมือ
- ลดภาระงานคีย์ข้อมูลใบ PO ด้วยการอัปโหลด PDF ผ่านเว็บพอร์ทัลแปลงเป็น Excel
- ลงทุนเริ่มต้นด้วย ChatGPT Plus เพียง 3 บัญชีและ Claude AI อีก 4 บัญชี
- ยืนยันไม่มีนโยบายลดพนักงานแต่เน้นนำเวลาของคนกลับมาสร้างสรรค์งานที่มีคุณค่า
การดำเนินธุรกิจโรงงานผลิตเครื่องสำอางในปัจจุบันไม่ได้วัดผลกันที่สูตรการผลิตเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่สนามการแข่งขันได้เปลี่ยนมาวัดกันที่ความเร็วในการดำเนินงาน โดยทายาทผู้บริหารรุ่นใหม่อย่าง "โอ๋" ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจระหว่างประเทศของกลุ่มบริษัท คอมเม็ทส์ อินเตอร์เทรด จำกัด และบริษัทในเครือไอซีที แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด ได้ตัดสินใจนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์หรือ AI เข้ามาพลิกโฉมการทำงานครั้งใหญ่ภายในองค์กร
ย้อนกลับไปเมื่อ 2ปีก่อน เธอดำเนินการรื้อระบบหลังบ้านทั้งหมดหลังจากได้รับไฟเขียวจากผู้เป็นแม่ จากเดิมที่ต้องใช้พนักงานถึง 5 ถึง 6 คนต่อวันมานั่งคีย์ข้อมูลจากใบ PO ลงในโปรแกรม Excel ทีละบรรทัด ปัจจุบันทุกอย่างถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นระบบอัตโนมัติ พนักงานเพียงแค่อัปโหลดไฟล์ PDF เข้าสู่เว็บพอร์ทัล ระบบจะดึงข้อมูลทั้งหมดออกมาเป็นไฟล์ Excel และส่งต่อไปยังแผนกที่เกี่ยวข้องทันที

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
นอกเหนือจากการจัดการเอกสารแล้ว เธอยังนำ AI มาประยุกต์ใช้ในด้านการตลาดและการขาย ไม่ว่าจะเป็นการวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้า การพยากรณ์ยอดขายจากข้อมูลย้อนหลังเพื่อบริหารสต๊อกสินค้าได้อย่างแม่นยำ รวมถึงการใช้แชตบอตบริการลูกค้าอัตโนมัติเพื่อวิเคราะห์ความรู้สึกว่าพอใจหรือไม่อย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังนำ AI มาช่วยตรวจสอบคุณภาพสินค้าในสายการผลิตได้แม่นยำกว่าการสุ่มตรวจด้วยมนุษย์อีกด้วย
"เราไม่ได้มอง AI เป็นของเล่นใหม่ หรือเป็นแค่เครื่องมือเท่ๆ แต่มองว่า AI คืออินฟราสตรักเจอร์ใหม่ขององค์กร เหมือนไฟฟ้าและอินเตอร์เน็ต ถ้าใช้เป็นมันจะทำให้องค์กรวิ่งเร็วขึ้นแบบก้าวกระโดด"
ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจระหว่างประเทศ กลุ่มบริษัท คอมเม็ทส์ อินเตอร์เทรด จำกัด
ความโดดเด่นในการใช้งาน AI ของผู้บริหารท่านนี้คือการควบคุมรายละเอียดอย่างใกล้ชิด โดยใช้ Python Script เพื่อกำหนดตำแหน่งข้อมูลหรือล็อก Logic ให้ชัดเจน เช่น การระบุช่องชื่อลูกค้าและรหัสสินค้า แทนที่จะปล่อยให้โมเดล AI คาดเดาและตีความเองทั้งหมด ซึ่งช่วยลดความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นในโรงงานบรรจุภัณฑ์และเครื่องสำอางที่มีต้นทุนความเสียหายค่อนข้างสูง
การนำ AI เข้ามาปรับใช้ในระดับเอสเอ็มอีหรือธุรกิจครอบครัวมักพบอุปสรรคเรื่องความกังวลใจเรื่องต้นทุนและการรักษาความปลอดภัยของข้อมูล (Data Security) แต่กรณีศึกษานี้สะท้อนให้เห็นว่าการเริ่มต้นจากการแก้ปัญหาเฉพาะจุด (Pain Point) ที่เป็นงานรูทีน เช่น การจัดการเอกสารและการคีย์ข้อมูล สามารถสร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่าได้ทันทีโดยไม่ต้องลงทุนสูงลิ่วในโครงสร้างไอทีขนาดใหญ่
อีกหนึ่งไอเดียที่น่าสนใจคือการแก้ปัญหาความรู้องค์กรที่กระจัดกระจายอยู่ในแอปพลิเคชันแชต โดยพัฒนาให้พนักงานคัดลอกบทสนทนาใน LINE Group Chat ไปใส่ในหน้าต่างเซิร์ฟเวอร์ที่มี Local AI ทำหน้าที่แปลงข้อความ จัดหมวดหมู่ และผูกข้อมูลเข้ากับโปรเจกต์โดยอัตโนมัติ ทำให้ไม่ต้องเสียเวลาเลื่อนอ่านข้อความย้อนหลังนับหมื่นบรรทัดเพื่อตามหาข้อมูลการทำงาน

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
สำหรับการลงทุนในเทคโนโลยีดังกล่าว เธอเปิดเผยว่าในช่วงเริ่มต้นใช้เงินลงทุนเพียงเล็กน้อยผ่านการสมัครสมาชิก ChatGPT Plus จำนวน 3 บัญชี ก่อนจะเพิ่ม Claude AI อีก 4 บัญชี และพัฒนา Local AI ขึ้นมาเองเพื่อความปลอดภัยของข้อมูล โดยปัจจุบันมีพนักงานประจำรวมพนักงานรายวันในโรงงานประมาณ 600 คน และเธอยืนยันหนักแน่นว่าไม่มีนโยบายลดคนทำงานอย่างแน่นอน
"เราไม่เคยมองว่า AI จะมาแทนที่คน แต่มันคือการเอาเวลาของคนกลับคืนมา เพื่อให้เขาไปทำงานที่มีคุณค่ามากกว่าเดิม" เธอกล่าวทิ้งท้ายถึงมุมมองต่ออนาคตและโอกาสของอุตสาหกรรมเครื่องสำอางไทยที่กำลังเติบโตทั้งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และตลาดตะวันออกกลาง
ที่มา: Thairath Lifestyle
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น