พชร นริพทะพันธุ์ จี้รัฐทบทวนภาษีสรรพสามิต สร้างสมดุลลงทุนไทย
พชร นริพทะพันธุ์ กรรมการ ตลท. เสนอรัฐบาลทบทวนภาษีสรรพสามิต พร้อมแนะยุทธศาสตร์ลงทุนไทย ดันอุตสาหกรรมเดิมและใหม่โตคู่กันโดยไม่เลือกข้าง

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- พชร นริพทะพันธุ์ ชี้ Trickle-Down Effect จะไม่เกิดขึ้นเองหากไร้กลไกบังคับถ่ายทอดมูลค่า
- เตือนอุตสาหกรรม EV และ Data Center เสี่ยงสร้างงานต่ำหากไม่มีการวางเงื่อนไขที่ดี
- แนะรัฐบาลไม่ควรเลือกข้างระหว่างอุตสาหกรรมเก่ากับใหม่ แต่ต้องเน้นแชร์ส่วนร่วมมูลค่าการผลิต
- เสนอ 4 แนวทางรัฐบาลสร้างความเป็นธรรมและยุทธศาสตร์ลงทุนระยะยาวที่ชัดเจน
นายพชร นริพทะพันธุ์ กรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ออกมาแสดงความเห็นถึงทิศทางและยุทธศาสตร์การลงทุนภาคอุตสาหกรรมของไทย โดยกล่าวถึงแนวคิด Trickle-Down Effect เบื้องหลังการพัฒนาเศรษฐกิจตั้งแต่แผนพัฒน์ฉบับแรก ซึ่งเชื่อว่าการทุ่มสิทธิประโยชน์ให้รายใหญ่นั้นจะไหลลงสู่ผู้ประกอบการรายย่อยและแรงงาน ก็ต่อเมื่อมีกลไกบังคับการถ่ายทอดมูลค่า เช่น เงื่อนไขสัดส่วนชิ้นส่วนในประเทศ (local content) หรือการถ่ายทอดเทคโนโลยี

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
พชรระบุว่า หากปราศจากกลไกเหล่านี้ เม็ดเงินลงทุนจะกระจุกตัวอยู่เพียงผู้เล่นรายใหญ่และซัพพลายเชนนำเข้า พร้อมเตือนว่านี่คือความเสี่ยงของทั้งอุตสาหกรรม EV และ Data Center ที่ใช้เงินลงทุนสูงแต่จ้างงานในประเทศต่อหน่วยค่อนข้างต่ำ พร้อมชี้ว่าการพัฒนาอุตสาหกรรมไม่ใช่เกมเลือกข้างระหว่างอุตสาหกรรมเก่าที่สั่งสมมากว่า 60 ปี และอุตสาหกรรมใหม่ตามกระแสโลก
"หน้าที่ของประเทศผู้รับการลงทุนไม่ใช่การเป็นกรรมการตัดสินว่าใครจะอยู่ใครจะไป แต่คือการอำนวยความสะดวก ส่งเสริม และจูงใจ ให้นักลงทุนทุกรายที่จริงใจสามารถอยู่รอดและเติบโตได้ในระบบเดียวกัน อย่างเท่าเทียม"
ข้อมูลจาก IEA ระบุว่ายอดขายรถ EV และปลั๊กอินไฮบริดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้พุ่งขึ้นถึง 62% ในช่วงมีนาคม-มิถุนายน โดยไทยเป็นหนึ่งในตลาดที่โตเร็วที่สุด ขณะที่จีนมียอดขายในประเทศหดตัว 16% หลังตัดเงินอุดหนุน และหันมาส่งออกเพิ่มขึ้น 65% ในครึ่งปีแรกคิดเป็นราว 5 ล้านคัน ซึ่งแบรนด์จีนครองส่วนแบ่งเกือบ 30% ของยอดขายรถใหม่ในไทยแล้ว
ด้านฐานการผลิต EV ในไทย ข้อมูลจาก BOI ระบุว่ามีการอนุมัติส่งเสริมการลงทุนไปแล้วกว่า 198 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 137,000 ล้านบาท พชรย้ำว่ารัฐต้องตอบให้ได้ว่าเกิดการจ้างงานและมูลค่ากระจายสู่ซัพพลายเชนไทยเท่าไหร่ พร้อมกล่าวถึงมาตรการ EV3.0 ที่บังคับผลิตชดเชย 1-1.5 เท่าว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่ต้องพิจารณาความเข้มงวดต่อเนื่องหลังหมดอายุในปี 2570 เช่นมาตรการภาษีสรรพสามิต
มุมมองของพชรสะท้อนความท้าทายสำคัญของประเทศไทยในการเปลี่ยนผ่านสู่ฐานการผลิตระดับโลก โดยชี้ให้เห็นว่าการดึงดูดตัวเลขเม็ดเงินลงทุนมหาศาลอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากประเทศไม่สามารถสร้างห่วงโซ่อุปทานในประเทศ (Local Supply Chain) ที่เข้มแข็งมารองรับได้จริง ซึ่งบทเรียนจากอุตสาหกรรมยานยนต์และศูนย์ข้อมูล (Data Center) จะเป็นเครื่องพิสูจน์ว่านโยบายภาครัฐสามารถสร้างความยั่งยืนหรือสร้างความเหลื่อมล้ำให้กับผู้เล่นเดิมได้ในระยะยาว
สำหรับแนวทางที่รัฐบาลควรพิจารณา 4 ประการ ประกอบด้วย:
- อย่าเลือกอุตสาหกรรมแทนตลาดโดยใช้มาตรการภาษีบิดเบือนทิศทาง
- ปฏิบัติต่อนักลงทุนทุกรายอย่างเท่าเทียมไม่ให้รายเดิมเสียเปรียบ
- วางเงื่อนไขให้เกิดการแชร์มูลค่าจริงผ่านเทคโนโลยีและแรงงานไทย
- สร้างความชัดเจนและต่อเนื่องของนโยบายระยะยาว
ที่มา: Khaosod Politics
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น