วงการ eVTOL เดือด: Archer ฮุบ Wisk Aero และ Joby ซื้อกิจการ
สรุปข่าวอุตสาหกรรมการขนส่งไฟฟ้าประจำสัปดาห์ เผยดีลใหญ่ Archer ควบรวม Wisk Aero พร้อม Boeing ถือหุ้น 16.5% และ Joby ทุ่ม 500 ล้านดอลลาร์ซื้อ Resonant Sciences

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- Archer Aviation เข้าซื้อกิจการคู่แข่งคนสำคัญ Wisk Aero โดยมี Boeing ถือหุ้น 16.5% ในบริษัท
- Joby Aviation ทุ่มเงิน 500 ล้านดอลลาร์ซื้อ Resonant Sciences เพื่อรุกตลาดด้านการป้องกันประเทศ
- Uber ตัดสินใจขายหุ้นทั้งหมดในบริษัทหุ่นยนต์จัดส่งอาหาร Serve Robotics ออกไป
- สตาร์ทอัพด้านยานพาหนะไฟฟ้า Yulu ระดมทุนซีรีส์ C สำเร็จรวม 93 ล้านดอลลาร์
วงการการขนส่งแห่งอนาคตกลับมาคึกคักอีกครั้งเมื่อความเคลื่อนไหวของอากาศยานไฟฟ้าบินขึ้นลงในแนวดิ่งหรือ eVTOL แสดงให้เห็นถึงการควบรวมกิจการและการมองหารายได้ระยะสั้น ท่ามกลางกระบวนการขอใบรับรองจากหน่วยงานกำกับดูแลที่ยังคงดำเนินต่อไป ดีลที่น่าสนใจที่สุดคงหนีไม่พ้นการที่ Archer Aviation ประกาศเข้าเป็นเจ้าของ Wisk Aero อดีตคู่แข่งคนสำคัญ โดยมี Boeing เป็นตัวกลางในการขาย Wisk Aero รวมถึงบริษัทลูกคืองานด้านน่านฟ้า SkyGrid และผู้ผลิตโดรน Insitu ให้แก่ Archer
ข้อตกลงครั้งนี้ถือเป็นจุดสิ้นสุดของความขัดแย้งทางกฎหมายที่ยืดเยื้อมาตั้งแต่ปี 2021 หลังจากที่ Wisk เคยยื่นฟ้อง Archer ในข้อหาขโมยข้อมูลความลับทางการค้า คดีความดังกล่าวใช้เวลาพิจารณาถึงสองปีเต็ม ก่อนจะยุติลงด้วยข้อตกลงที่ยุติการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายมูลค่า 1,000 ล้านดอลลาร์ และเปลี่ยนความขัดแย้งให้กลายเป็นความร่วมมือทางธุรกิจ โดยปัจจุบัน Boeing ถือหุ้นสัดส่วน 16.5% ใน Archer
ในขณะเดียวกัน Joby Aviation ได้ปิดดีลเข้าซื้อกิจการ Resonant Sciences ด้วยวงเงิน 500 ล้านดอลลาร์ เพื่อขยายฐานธุรกิจเข้าสู่อุตสาหกรรมด้านการป้องกันประเทศอย่างเต็มตัว บริษัทตั้งใจจะเปลี่ยน Resonant Sciences ให้กลายเป็นหน่วยงานเฉพาะกิจภายใต้ชื่อ Joby Defense แม้ว่าเป้าหมายหลักในการพัฒนาแท็กซี่บินได้ในเขตเมืองจะยังคงดำเนินต่อไปก็ตาม การรุกคืบครั้งนี้ช่วยให้บริษัทมีช่องทางในการสร้างรายได้ระหว่างรอการรับรองมาตรฐานเชิงพาณิชย์

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
การที่บริษัทผู้พัฒนาอากาศยาน eVTOL เริ่มหันมาจับมือกับภาคส่วนอื่น เช่น อุตสาหกรรมกลาโหม หรือการควบรวมกิจการกับคู่แข่ง สะท้อนให้เห็นว่าเงินทุนสำรองและการสร้างรายได้ในระยะสั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความอยู่รอด เนื่องจากกระบวนการออกใบรับรองความปลอดภัยจากหน่วยงานภาครัฐนั้นใช้เวลานานและมีต้นทุนสูงมาก การพึ่งพาเพียงเงินลงทุนจากการวิจัยและพัฒนาจึงไม่เพียงพออีกต่อไปในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน
ทางด้านบริษัทเรียกรถโดยสารยักษ์ใหญ่ค่ายอื่นอย่าง Uber ก็มีความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจเช่นกัน โดยตัดสินใจขายหุ้นทั้งหมดที่ถืออยู่ใน Serve Robotics บริษัทหุ่นยนต์จัดส่งสินค้าอิสระที่เคยแยกตัวออกจาก Uber เมื่อห้าปีที่แล้ว แหล่งข่าวระบุว่าทาง Serve Robotics เองก็รู้สึกประหลาดใจกับการขายหุ้นครั้งนี้เช่นกัน เนื่องจากทราบเรื่องดังกล่าวจากเอกสารที่ยื่นต่อหน่วยงานกำกับดูแลเท่านั้น แม้ว่าสัญญาการใช้งานหุ่นยนต์บนแอปพลิเคชัน Uber Eats จะยังคงมีผลจนถึงปี 2027 ก็ตาม
นอกจากนี้ ยังมีข่าวความเคลื่อนไหวจากภาคส่วนอื่น ๆ เช่น Yulu สตาร์ทอัพด้านยานพาหนะไฟฟ้าที่ระดมทุนรอบซีรีส์ C ได้ถึง 93 ล้านดอลลาร์ แบ่งเป็นทุนจดทะเบียน 63 ล้านดอลลาร์และเงินกู้ 30 ล้านดอลลาร์ รวมถึงการที่ Aurora Innovation และ Kodiak AI ได้รับใบอนุญาตทดสอบรถบรรทุกไร้คนขับบนถนนสาธารณะในรัฐแคลิฟอร์เนียแล้ว
ที่มา: TechCrunch
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น