พล.ท.อดุลย์ ชี้ไทยเร่งสร้างอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ
พล.ท.อดุลย์ รมว.กลาโหม ระบุไทยไม่ต้องผลิตอาวุธทุกอย่างเองแต่ต้องเน้นสิ่งจำเป็น พร้อมย้ำทุกการจัดซื้อประเทศต้องได้ประโยชน์และรับมือสงครามหลายมิติ

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- พล.ท.อดุลย์ชี้ความมั่นคงยุคใหม่เปลี่ยนเป็นสงครามหลายมิติ
- เน้น 5 ปัจจัยชี้ขาดชัยชนะ คน ข้อมูล เทคโนโลยี ความร่วมมือ ความเชื่อมั่น
- แนะไทยต้องผลิตยุทโธปกรณ์จำเป็นเองลดการพึ่งพิงต่างชาติ
- ย้ำทุกการจัดซื้ออาวุธประเทศต้องได้รับประโยชน์สูงสุด
พล.ท.อดุลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม สะท้อนมุมมองต่อความเปลี่ยนแปลงด้านความมั่นคงในยุคปัจจุบัน ว่าโลกกำลังเผชิญกับความไม่แน่นอนที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน โดยจากประสบการณ์การทำงานในฐานะอดีตแม่ทัพภาคที่ 2 สู่บทบาทผู้กำหนดนโยบาย ทำให้เห็นความจำเป็นในการปรับตัวของกองทัพ
ในยุคปัจจุบันคำถามสำคัญไม่ใช่การวัดว่ากองทัพฝ่ายใดมีขนาดใหญ่กว่ากัน แต่คือความสามารถในการปรับตัว ความแข็งแกร่งของระบบ และการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน ซึ่งการป้องกันประเทศในปัจจุบันไม่ใช่ภารกิจของทหารฝ่ายเดียวอีกต่อไป แต่เป็นวาระที่คนในชาติทุกคนต้องร่วมกันรับผิดชอบท่ามกลางภัยคุกคามแบบผสมผสาน
ภัยคุกคามในปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงขยายวงกว้างออกไปจากมิติทางทหารแบบดั้งเดิม กลายเป็นสงครามหลายมิติ ทั้งสงครามไซเบอร์ สงครามข้อมูลข่าวสาร ปัญญาประดิษฐ์ โดรน อาวุธไร้คนขับ ตลอดจนภัยพิบัติและการแข่งขันทางเศรษฐกิจ โดยระบุว่าสิ่งที่น่ากังวลที่สุดไม่ใช่ภัยที่เรามองเห็น แต่คือภัยที่เรายังมองไม่เห็น
"สิ่งที่น่ากังวลที่สุดไม่ใช่ภัยที่เราเห็น แต่คือภัยที่เรายังมองไม่เห็น แล้วเราจะรับมือหรือป้องกันอย่างไร"
พล.ท.อดุลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
สำหรับการเตรียมความพร้อมของกองทัพในอนาคต จำเป็นต้องเปลี่ยนผ่านจากการเตรียมรับมือสงครามรูปแบบเดิม ไปสู่การเผชิญหน้ากับความท้าทายหลายมิติ โดยต้องอาศัยบุคลากร ข้อมูล และเทคโนโลยีที่ทันสมัย พร้อมระบบตัดสินใจที่รวดเร็วและการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานที่มีประสิทธิภาพ
การเปลี่ยนผ่านมุมมองด้านความมั่นคงของกระทรวงกลาโหมสะท้อนให้เห็นถึงแนวคิด "Comprehensive Security" หรือความมั่นคงแบบองค์รวม ซึ่งเป็นเทรนด์สำคัญของกองทัพสมัยใหม่ทั่วโลก ที่ไม่ได้มองแค่กำลังรบภาคพื้นดินหรือทางอากาศอีกต่อไป แต่ให้ความสำคัญกับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและความพร้อมทางเศรษฐกิจ เพื่อรับมือกับสงครามยุคใหม่ที่อาจหยุดยั้งประเทศได้โดยไม่ต้องใช้กระสุนแม้แต่นัดเดียว

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
ในส่วนของอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ พล.ท.อดุลย์ ชี้ให้เห็นบทเรียนสำคัญจากสถานการณ์สู้รบที่ผ่านมาว่า บางครั้งมีเงินก็ไม่สามารถหาซื้ออาวุธได้ หรือหากซื้อได้ก็อาจมีราคาสูงขึ้นถึง 30% ประเทศที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าทั้งหมดจึงมีความเปราะบางสูง
แนวทางที่เหมาะสมคือการมุ่งเน้นพัฒนาเทคโนโลยีที่จำเป็นต่อการเอา 30% หรือความอยู่รอดของประเทศ เช่น เทคโนโลยีโดรน ปัญญาประดิษฐ์ อุปกรณ์ป้องกันภัย และระบบจัดการภัยพิบัติ พร้อมทั้งตั้งคำถามสำคัญทุกครั้งที่มีการจัดซื้อว่าประเทศไทยได้อะไรกลับมาในระยะยาว
นอกจากนี้ ในด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ไทยควรรักษาสมดุลโดยยึดผลประโยชน์ของประเทศเป็นศูนย์กลาง ไม่ควรผูกติดความสัมพันธ์กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจนกลายเป็นข้อจำกัด เพื่อให้ประเทศสามารถขับเคลื่อนยุทธศาสตร์และตัดสินใจบนพื้นฐานความเป็นอิสระได้อย่างแท้จริง
ที่มา: Matichon Politics
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น