Amazon ทำลายหนังสือหายาก เพื่อนำไปฝึกโมเดล AI
สำนักข่าว 404 Media ตรวจพบ Amazon กว้านซื้อและทำลายหนังสือหายากเพื่อสแกนเนื้อหาป้อนระบบ AI โดยส่งตรงไปยังคลังสินค้า VGT3 ในลาสเวกัส

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- Amazon กว้านซื้อหนังสือหายากและตัดสันหนังสือออกเพื่อสแกน
- ข้อมูลถูกส่งไปยังคลังสินค้า VGT3 ในลาสเวกัสเพื่อใช้ฝึก AI
- 404 Media ตรวจพบการดำเนินการนี้ผ่านอุปกรณ์ติดตามในหนังสือ
- Amazon ยืนยันซื้อหนังสือผ่านช่องทางพาณิชย์เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์
บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ยังคงเดินหน้าหาแหล่งข้อมูลปริมาณมหาศาลเพื่อนำมาใช้พัฒนาโมเดลภาษาขนาดใหญ่ หรือ LLM หลังจากที่ข้อมูลบนอินเทอร์เน็ตเริ่มถูกใช้งานจนเกือบหมดสิ้น ล่าสุดมีรายงานเปิดเผยว่ายักษ์ใหญ่อีคอมเมิร์ซอย่าง Amazon ได้ใช้วิธีการกว้านซื้อหนังสือหายากจำนวนมาก ตัดสันหนังสือออก และนำเข้าสู่กระบวนการสแกนเพื่อนำเนื้อหาไปใช้เป็นชุดข้อมูลสำหรับฝึกฝนปัญญาประดิษฐ์
เบื้องหลังการค้นพบครั้งนี้มาจากสำนักข่าว 404 Media ซึ่งได้ทดลองซ่อนอุปกรณ์ติดตามไว้ในเล่มหนังสือหายาก ก่อนที่พัสดุดังกล่าวจะถูกจัดส่งไปสิ้นสุดเส้นทางที่ศูนย์ปฏิบัติการของ Amazon ในเมืองลาสเวกัส รัฐเนวาดา สหรัฐอเมริกา

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
ศูนย์ปฏิบัติการแห่งดังกล่าวมีชื่อรหัสว่า VGT3 และเป็นที่สังเกตได้จากสัญลักษณ์รูปไดโนเสาร์ถือหนังสืออยู่ในกรงเล็บ ซึ่งการกระทำดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าบริษัทเทคโนโลยีเริ่มหันมาให้ความสนใจกับสิ่งพิมพ์โบราณและหนังสือที่ไม่มีพิมพ์จำหน่ายซ้ำแล้ว เนื่องจากข้อมูลเหล่านี้ยังไม่เคยปรากฏอยู่บนโลกออนไลน์และกลายเป็นขุมทรัพย์สำคัญในการสร้างความได้เปรียบด้าน AI
การที่บริษัท AI ต้องหันมาพึ่งพาหนังสือสิ่งพิมพ์หายากสะท้อนให้เห็นวิกฤตการณ์ข้อมูลขาดแคลน (Data Scarcity) หลังจากที่ข้อมูลสาธารณะบนอินเทอร์เน็ตถูกใช้งานเกือบหมดและเกิดปัญหาข้อกฎหมายลิขสิทธิ์ หนังสือเก่าที่อยู่นอกเหนือระบบดิจิทัลจึงกลายเป็นเป้าหมายใหม่ แต่การทำลายเล่มหนังสือจริงเพื่อสแกนก็สร้างคำถามด้านจริยธรรมและการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมเช่นกัน
"purchases books through commercial channels to improve the products and services customers use."
Amazon
ทางด้านตัวแทนของ Amazon ได้ออกมาชี้แจงผ่านแถลงการณ์ต่อ 404 Media โดยระบุว่าทางบริษัทดำเนินการจัดซื้อหนังสือทั้งหมดผ่านทางช่องทางเชิงพาณิชย์ที่ถูกต้อง เพื่อนำมาปรับปรุงผลิตภัณฑ์และบริการที่ลูกค้าใช้งานอยู่ให้ดียิ่งขึ้น
ที่มา: TechCrunch
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น