ณพลเดชดัน 7 สถานีตรวจแม่น้ำกก เปลี่ยนข้อมูลเป็นหลักฐาน
ดร.ณพลเดชเสนอใช้ 7 สถานีตรวจวัดน้ำแม่น้ำกกยกระดับเป็นระบบเฝ้าระวังอัตโนมัติ เพื่อใช้เป็นหลักฐานประกาศเขตภัยและนำเสนอ UN

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- ดร.ณพลเดชผลักดัน 7 สถานีตรวจแม่น้ำกกให้เป็นระบบเฝ้าระวังอัตโนมัติ
- ข้อมูลต้องเปลี่ยนเป็นหลักฐานเพื่อประกาศเขตภัยและเยียวยาประชาชน
- จัดทำฐานข้อมูลรวมคุณภาพน้ำ ตะกอน และดินเพื่อนำเสนอต่อ UN
- เน้นใช้ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์และการตรวจสอบย้อนหลังแทนการคาดการณ์
ปัญหาความปนเปื้อนในแม่น้ำกกถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงในมุมมองที่กว้างกว่าเรื่องน้ำหรือผลผลิตทางการเกษตร โดยมีการสะท้อนว่าประเด็นนี้มีความเชื่อมโยงตั้งแต่ทรัพยากรดิน ตะกอน อาหาร สุขภาพของประชาชน ไปจนถึงระบบเศรษฐกิจและความมั่นคงทางอาหารในพื้นที่
ขณะที่กรมควบคุมมลพิษยังคงเดินหน้าตรวจสอบคุณภาพน้ำและตะกอนอย่างต่อเนื่อง โดยผลการตรวจในปี 2569 ย้ำให้เห็นว่ายังคงพบสารหนูเกินมาตรฐานในบางจุดของลำน้ำ ซึ่งตอกย้ำความจำเป็นของระบบติดตามที่มีข้อมูลต่อเนื่องในระยะยาว มากกว่าการลงพื้นที่ตรวจวัดเป็นครั้งคราวตามรอบปกติ

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
ในประเด็นนี้ ดร.สืบสกุล กิจนุกร อาจารย์สำนักวิชานวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เคยออกมาสะท้อนปัญหามลพิษข้ามพรมแดน พร้อมเรียกร้องให้ภาครัฐเข้ามาจัดการอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะแหล่งกำเนิดมลพิษจากต้นน้ำฝั่งเมียนมาที่ยังคงต้องอาศัยข้อมูลทางวิทยาศาสตร์เข้ามาพิสูจน์ข้อเท็จจริงอย่างจริงจัง
การยกระดับสถานีตรวจวัดคุณภาพน้ำให้เป็นระบบอัตโนมัติแบบเรียลไทม์ถือเป็นหัวใจสำคัญในการเปลี่ยนผ่านจากการตั้งรับมาเป็นการบริหารจัดการเชิงรุก ข้อมูลอนุกรมเวลา (Time-series data) จะช่วยให้หน่วยงานรัฐสามารถแกะรอยการแพร่กระจายของสารพิษได้อย่างแม่นยำ ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลในการจัดการภัยพิบัติสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน
สำหรับการขับเคลื่อนของ ดร.ณพลเดช คือการทำให้สถานีตรวจวัดคุณภาพน้ำและเซ็นเซอร์ทั้ง 7 แห่ง ทำงานเชื่อมโยงกันมากกว่าแค่การติดตั้งไว้รอเจ้าหน้าที่ไปเก็บตัวเลข ข้อมูลทั้งหมดควรถูกส่งตรงเข้าระบบอัตโนมัติเพื่อให้เห็นการเปลี่ยนแปลงทั้งจากต้นน้ำ ผ่านพื้นที่ชายแดน ไปจนถึงปลายน้ำ
"ผมอยากเห็นข้อมูล 7 สถานีถูกเปลี่ยนเป็นระบบตัดสินใจของรัฐ ไม่ใช่แค่ระบบตรวจวัด เพราะสุดท้ายประชาชนไม่ได้ต้องการรู้เพียงว่าค่าสารหนูเท่าไร แต่ต้องการรู้ว่า แล้วรัฐจะทำอะไรให้เขา"
ดร.ณพลเดช
นอกจากนี้ ข้อมูลจากทั้ง 7 จุดต้องถูกนำมาวิเคราะห์ร่วมกันเพื่อสร้างไทม์ไลน์และเส้นทางของมลพิษ เพื่อให้ภาครัฐมีหลักฐานเชิงประจักษ์ในการพิจารณาประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัย และนำงบประมาณไปจัดสรรช่วยเหลือได้อย่างตรงจุด เช่น การจัดหาน้ำสะอาด ฟื้นฟูพื้นที่ และตรวจสุขภาพประชาชน
ในด้านการตรวจสอบแหล่งกำเนิดโลหะหนัก ดร.ณพลเดชระบุว่าจำเป็นต้องตรวจตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำเพื่อหาความเชื่อมโยงกับกิจกรรมในฝั่งเมียนมา ซึ่งข้อมูลที่มีมาตรฐานจะช่วยเพิ่มน้ำหนักในการเจรจาระหว่างประเทศและการนำเสนอรายงานต่อองค์การสหประชาชาติ (UN) ต่อไป
ที่มา: Matichon Politics
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น