ไทยโต้กัมพูชา ยันไม่ใช่ตำรวจอาเซียน จี้แยกปมสแกมเมอร์กับเขตแดน
พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผอ.JIC โต้กัมพูชากรณีกล่าวหาไทยทำตัวเป็นตำรวจอาเซียน ย้ำชัดปัญหาสแกมเมอร์และเขตแดนต้องแยกจากกันเด็ดขาด

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผอ.JIC ยืนยันไทยไม่ได้ทำตัวเป็นตำรวจอาเซียนตามที่กัมพูชากกล่าวหา
- จี้แยกประเด็นอธิปไตยเขตแดน อาชญากรรมสแกมเมอร์ และสถานการณ์เมียนมาออกจากกันอย่างเด็ดขาด
- ชี้สแกมเมอร์เป็นภัยคุกคามข้ามชาติระดับโลก ไม่ใช่กิจการภายในของประเทศใดประเทศหนึ่ง
- ย้ำไทยพร้อมร่วมมือทุกประเทศเพื่อไม่ให้พื้นที่ใดในอาเซียนกลายเป็นแหล่งหลบภัยอาชญากร
เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา หรือ JIC ออกมาเปิดเผยถึงกรณีที่ทางการกัมพูชามีการกล่าวหาว่าประเทศไทยกำลังทำตัวเป็นตำรวจอาเซียน โดยยืนยันว่าประเทศไทยไม่เคยมีพฤติกรรมดังกล่าวและไม่เคยมีความคิดที่จะก้าวก่ายกิจการภายในของประเทศเพื่อนบ้านรายใด แต่ในขณะเดียวกัน ประเทศไทยก็จะไม่เพิกเฉยต่อปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติที่สร้างความเดือดร้อนและทำร้ายประชาชนทั้งในประเทศไทย ประชาชนในกลุ่มประเทศอาเซียน รวมถึงประชาชนทั่วโลก
พล.อ.อ.ประภาส ระบุว่า สิ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในสถานการณ์นี้คือการแยกแยะข้อเท็จจริงออกจากถ้อยคำกล่าวทางการเมือง โดยประเด็นเรื่องอธิปไตยเขตแดนต้องถือเป็นเรื่องของอธิปไตย ประเด็นเรื่องแก๊งคอลเซ็นเตอร์หรือสแกมเมอร์คือเรื่องของอาชญากรรมข้ามชาติ ส่วนประเด็นสถานการณ์ในประเทศเมียนมาคือกระบวนการทางด้านการทูตและกลไกของอาเซียน ซึ่งทั้งสามเรื่องนี้ไม่ควรถูกหยิบยกขึ้นมาปปะปนกันเพื่อสร้างข้อกล่าวหาว่าประเทศไทยมีเจตนาแอบแฝงอื่นใดในการดำเนินการ
การที่ศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา (JIC) ออกมาแถลงจุดยืนอย่างเป็นทางการ สะท้อนให้เห็นความพยายามของฝ่ายไทยในการควบคุมกรอบการสื่อสารเชิงนโยบายต่างประเทศ ไม่ให้ข้อพิพาททางการเมืองถูกใช้เป็นเครื่องมือบิดเบือนข้อเท็จจริงทางกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะปัญหาอาชญากรรมไซเบอร์ที่องค์การสหประชาชาติและหน่วยงานความมั่นคงทั่วโลกต่างระบุตรงกันว่าเป็นวิกฤตการณ์ค้ามนุษย์ครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือพหุภาคีในการทลายเครือข่าย มากกว่าการมองเป็นเรื่องกระทกระทั่งทวิภาคี
สำหรับประเด็นที่กัมพูชากล่าวอ้างว่าประเทศไทยกำลังใช้ข้ออ้างเรื่องการปราบปรามกลุ่มสแกมเมอร์เพื่อเป็นเงื่อนไขในการบุกรุกพื้นที่ดินแดนนั้น ผอ.JIC ได้เน้นย้ำว่าทั้งสองเรื่องนี้ต้องถูกพิจารณาแยกออกจากกันอย่างเด็ดขาด โดยข้อพิพาทหรือประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเขตแดนจะต้องดำเนินกระบวนการตามกฎหมายระหว่างประเทศ ภายใต้ข้อตกลงและกลไกที่มีการ งนามร่วมกันไว้แล้วเท่านั้น

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
ในส่วนของการปราบปรามเครือข่ายสแกมเมอร์ พล.อ.อ.ประภาส ได้กล่าวถึงความรุนแรงของปัญหาข้ามชาตินี้เพิ่มเติมว่า:
"แต่สแกมเมอร์และอาชญากรรมออนไลน์ไม่ใช่กิจการภายในของประเทศใดประเทศหนึ่ง เพราะผู้เสียหายอยู่ทั่วโลก มีทั้งการฉ้อโกง การฟอกเงิน การค้ามนุษย์ การบังคับใช้แรงงาน และอาชญากรรมข้ามชาติหลายรูปแบบ"
พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี
นอกจากนี้ ผอ.JIC ยังได้ตอบคำถามเกี่ยวกับกรณีการเชิญผู้นำเมียนมามาเยือนประเทศ ซึ่งถูกตั้งคำถามว่าอาจเป็นการฝ่าฝืนฉันทามติ 5 ข้อของอาเซียน โดยชี้แจงว่าเรื่องเมียนมาเป็นอีกหนึ่งบริบทที่ไม่ควรนำมาปะปนกับสถานการณ์ชายแดนหรือปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เนื่องจากประเทศไทยในฐานะประเทศเพื่อนบ้านติดกันได้รับผลกระทบโดยตรง ทั้งในมิติด้านความมั่นคง เศรษฐกิจตามแนวชายแดน ปัญหาสารพัดผู้พลัดถิ่น และหลักมนุษยธรรม การที่ประเทศไทยเปิดการพูดคุยจึงไม่ได้หมายความว่าเป็นการเห็นพ้องกับทุกการกระทำ เพราะการมีปฏิสัมพันธ์ทางการทูตหรือ Diplomatic engagement นั้นไม่เท่ากับการสนับสนุนหรือ endorsement แต่เป็นเครื่องมือสำคัญในการช่วยลดความรุนแรงและหาทางออกอย่างสันติร่วมกัน
ที่มา: Matichon Politics
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น