ศาลอุทธรณ์ยกฟ้อง นายนิพนธ์ คดีไม่จ่ายค่าซ่อมรถ 50 ล้าน
ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับยกฟ้อง นายนิพนธ์ อดีตนายก อบจ.สงขลา ชี้ไม่มีเจตนากลั่นแกล้งเอกชน กรณีสั่งตรวจรถสองคันวงเงินกว่า 50 ล้านบาท

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับยกฟ้อง นายนิพนธ์ อดีตนายก อบจ.สงขลา
- ชี้การสั่งตรวจสอบและทดสอบรถมูลค่ากว่า 50 ล้านบาท เป็นอำนาจหน้าที่เพื่อรักษาประโยชน์ทางราชการ
- พยานผู้เชี่ยวชาญจากกรมบัญชีกลางยืนยันจำเลยสามารถสั่งทดสอบรถได้
- วินิจฉัยว่าไม่มีการเสนอฎีกาเบิกจ่ายเงินตามระเบียบ จึงยังไม่อาจอนุมัติจ่ายเงินได้
ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยมีคำสั่งให้ยกฟ้องนายนิพนธ์ หลังจากพิจารณาพยานหลักฐานแล้วเห็นว่ายังไม่สามารถรับฟังได้ว่าจำเลยมีเจตนาปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อกลั่นแกล้งให้บริษัทคู่สัญญาได้รับความเสียหายในคดีไม่จ่ายเงินโครงการจัดซื้อรถ
ในคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ระบุว่า การที่นายนิพนธ์ในฐานะนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา ได้สั่งให้มีการตรวจสอบและทดสอบรถทั้ง 2 คันเพิ่มเติม เป็นการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะหัวหน้าฝ่ายบริหารที่มีอำนาจกำกับดูแลและสั่งการเพื่อรักษาประโยชน์ของทางราชการ โดยเฉพาะเมื่อการจัดซื้อรถดังกล่าวมีวงเงินสูงถึงกว่า 50 ล้านบาท แต่กลับมีใบตรวจรับเพียงแผ่นเดียว จึงมีเหตุผลอันสมควรที่ต้องตรวจสอบให้เกิดความชัดเจนก่อน

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
ศาลยังได้พิจารณาลำดับเหตุการณ์และขั้นตอนต่างๆ โดยพบว่าก่อนจะมีคำสั่งให้ทดสอบรถ นายนิพนธ์ได้เรียกเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้ามาให้ข้อมูลและชี้แจงข้อเท็จจริงก่อนแล้ว อีกทั้งเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2556 จำเลยได้ลงนามให้บริษัทนำรถมาทดสอบระบบ ซึ่งทางบริษัทไม่ได้มีการโต้แย้งคำสั่งดังกล่าว และต่อมามีหนังสือแจ้งว่าจะนำรถเข้าทดสอบในวันที่ 7 มกราคม 2557 ความล่าช้าที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่การประวิงเวลาของจำเลย
นอกจากนี้ นายลิขิต พยานโจทก์และผู้เชี่ยวชาญจากกรมบัญชีกลาง ได้ให้การต่อศาลยืนยันว่าจำเลยสามารถสั่งให้มีการทดสอบรถได้หากเห็นว่าเป็นประโยชน์แก่ทางราชการ และเมื่อมีประเด็นร้องเรียนเรื่องกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง การเบิกจ่ายเงินในช่วงดังกล่าวจึงไม่สามารถดำเนินการได้ตามปกติ เพราะอาจทำให้ผู้อนุมัติถูกมองว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับความไม่โปร่งใส
"จำเลยสามารถสั่งให้มีการทดสอบรถได้ หากเห็นว่าเป็นประโยชน์แก่ทางราชการ"
นายลิขิต พยานโจทก์และผู้เชี่ยวชาญจากกรมบัญชีกลาง
ในประเด็นเรื่องขั้นตอนการเบิกจ่ายเงิน ศาลวินิจฉัยว่าไม่ปรากฏว่ามีการเสนอฎีกาเบิกจ่ายต่อจำเลยตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย โดยฝ่ายพัสดุมีเพียงบันทึกข้อความแจ้งข้อเท็จจริง แต่ไม่มีเอกสารฎีกาจากหน่วยงานที่รับผิดชอบเสนอให้นายก อบจ.สงขลาอนุมัติเบิกจ่ายเงินแก่บริษัทแต่อย่างใด หากมีการอนุมัติจ่ายเงินโดยใช้บันทึกข้อความแทนฎีกาอาจเป็นการปฏิบัติที่ไม่เป็นไปตามระเบียบ
คดีนี้สะท้อนให้เห็นถึงความรับผิดชอบของผู้บริหารท้องถิ่นในการกลั่นกรองโครงการภาครัฐขนาดใหญ่ เมื่อโครงการมีข้อร้องเรียนเรื่องการฮั้วประมูลหรือความไม่โปร่งใส การตรวจสอบเชิงลึกและการยึดถือระเบียบเบิกจ่ายอย่างเคร่งครัดจึงเป็นเกราะป้องกันทางกฎหมายที่สำคัญของผู้บริหาร
เมื่อพิจารณาพฤติการณ์ทั้งหมด ทั้งการเรียกเจ้าหน้าที่มาสอบถาม การสั่งทดสอบรถ การตรวจสอบข้อร้องเรียน และข้อเท็จจริงที่ยังไม่มีการเสนอฎีกาเบิกจ่ายเงิน ศาลอุทธรณ์จึงพิพากษากลับว่าการกระทำของจำเลยไม่ครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และพิพากษายยกฟ้องในที่สุด
ที่มา: Matichon Politics
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น