คดีฆาตกรรม Tupac Shakur: เริ่มไต่สวนเปิดคดีดังในอดีต
การไต่สวนคดีฆาตกรรมแร็ปเปอร์ดัง Tupac Shakur เริ่มขึ้นแล้วในลาสเวกัส โดยอัยการระบุ Duane 'Keefe D' Davis เป็นผู้บงการ ขณะที่ฝ่ายจำเลยโต้แย้งเรื่องพยานหลักฐาน

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- Duane 'Keefe D' Davis วัย 63 ปี ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้บงการฆาตกรรม Tupac Shakur
- อัยการอ้างอิงบันทึกความทรงจำและคำให้สัมภาษณ์ที่ Davis เคยยอมรับเรื่องในอดีต
- ฝ่ายจำเลยโต้แย้งว่าหลักฐานเก่าแก่เกือบ 30 ปีไม่น่าเชื่อถือและขาดพยานยืนยัน
การพิจารณาคดีฆาตกรรมระดับตำนานของวงการฮิปฮอปเมื่อเกือบสามทศวรรษก่อนได้เริ่มต้นขึ้นแล้วที่เมืองลาสเวกัส รัฐเนวาดา โดยคณะลูกขุนได้รับฟังคำแถลงเปิดคดีที่ย้อนกลับไปในคืนวันที่แร็ปเปอร์ผู้ทรงอิทธิพล Tupac Shakur ถูกยิงเสียชีวิตท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างแก๊งอันธพาลและปัญหาความไม่ไว้วางใจตำรวจในยุค 1990
ในคดีนี้ Duane 'Keefe D' Davis วัย 63 ปี เป็นผู้เผชิญข้อหาฆาตกรรม แม้อัยการจะระบุว่าเขาไม่ได้เป็นผู้เหนี่ยวไกปืนด้วยตนเอง แต่กล่าวหาว่าเขาเป็นผู้จัดหาอาวุธและวางแผนสังหารแร็ปเปอร์หนุ่มวัย 25 ปี ซึ่งเสียชีวิตในอีก 6 วันต่อมาหลังเหตุการณ์ดวลหมัดของ Mike Tyson เมื่อวันที่ 7 กันยายน 1996 โดย Davis ได้ให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาและสู้คดีในชั้นศาล

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
ฝ่ายอัยการระบุว่า แรงจูงใจในการสังหารครั้งนี้มาจากความแค้นเนื่องจาก Orlando Anderson หลานชายของ Davis มีเรื่องทะเลาะวิวาทกับ Shakur ก่อนหน้านั้นไม่นานในคืนเดียวกัน และในโลกของแก๊งอันธพาลมองว่าเรื่องนี้จะปล่อยให้เงียบหายไปไม่ได้ อัยการยังได้อ้างอิงถึงหนังสือบันทึกความทรงจำปี 2019 ที่ Davis เขียนร่วมกับผู้อื่น ซึ่งเขาเคยระบุรายละเอียดในทำนองว่าตนเองอยู่ในรถคันที่ใช้ก่อเหตุและส่งปืนให้หลานชายยิงใส่รถของแร็ปเปอร์ผู้ล่วงลับ
"What facts do they have after 30 years?"
คดีนี้ถือเป็นหนึ่งในคดีฆาตกรรมที่โด่งดังที่สุดในประวัติศาสตร์ดนตรีฮิปฮอป ซึ่งสะท้อนภาพความขัดแย้งรุนแรงระหว่างแร็ปเปอร์ฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตก รวมถึงวัฒนธรรมความเงียบในกลุ่มแก๊งสตรีทกู๊ด (Bloods และ Crips) ที่ทำให้การสืบสวนของตำรวจต้องสะดุดลงเป็นเวลานานหลายสิบปี ก่อนที่คำกล่าวอ้างสาธารณะของจำเลยเองในเวลาต่อมาจะกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ตำรวจหยิบยกคดีนี้ขึ้นมาปัดฝุ่นใหม่อีกครั้งในชั้นศาล
ด้านทีมทนายความฝ่ายจำเลยนำโดย Michael Sanft ได้โต้แย้งว่า บันทึกความทรงจำดังกล่าวเป็นเพียงเรื่องแต่งและไม่ควรนำมาใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีอาญา นอกจากนี้ยังวิจารณ์การทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจในอดีตว่ามีความบกพร่อง ไม่ครบถ้วน และพึ่งพาพยานบุคคลที่มีประวัติอาชญากรรมหรือมีแรงจูงใจเรื่องผลประโยชน์ทางการเงินและการใส่สีตีไข่จากสื่อมวลชน
การไต่สวนครั้งนี้จะดำเนินต่อเนื่องไปอีกหลายสัปดาห์โดยมีพยาน ผู้เชี่ยวชาญ และบุคคลในเหตุการณ์ทยอยขึ้นให้การต่อศาลเพื่อคลี่คลายปมคดีประวัติศาสตร์นี้ต่อไป
ที่มา: BBC World
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น