Relativity Networks ระดมทุน 22 ล้านดอลลาร์ พัฒนาสายไฟเบอร์ความเร็วสูงสำหรับศูนย์ข้อมูล
Relativity Networks คว้าเงินทุน SAFE 22 ล้านดอลลาร์จาก Rhapsody Venture Partners และอื่น ๆ พร้อมคำสั่งซื้อล่วงหน้า 40 ล้านดอลลาร์ เพื่อพัฒนาสายไฟเบอร์แกนกลวงที่ส่งข้อมูลเร็วกว่าเดิม 30%

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- Relativity Networks ระดมทุน 22 ล้านดอลลาร์ในรูปแบบ SAFE note โดยมี Rhapsody Venture Partners และ Bell Ventures ร่วมลงทุน
- บริษัทคว้าคำสั่งซื้อล่วงหน้ามูลค่า 40 ล้านดอลลาร์จากผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่ที่ไม่เปิดเผยชื่อ
- เทคโนโลยีไฟเบอร์แกนกลวงช่วยส่งข้อมูลผ่านสุญญากาศ ทำให้ส่งสัญญาณได้เร็วกว่าไฟเบอร์ทั่วไปถึง 30%
- นวัตกรรมนี้ช่วยให้ศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่สามารถขยายระยะทางห่างกันได้มากขึ้นโดยไม่ติดปัญหาเรื่องความหน่วง
เมื่อวันอัปเดตข่าว 19 สิงหาคม 2026 ผู้พัฒนาศูนย์ข้อมูลทั่วโลกกำลังเผชิญกับข้อจำกัดด้านพลังงานและพื้นที่ โดยคาดว่าจะมีการใช้จ่ายสูงถึง 4 ล้านล้านดอลลาร์ภายในสิ้นทศวรรษนี้ ในขณะที่อุตสาหกรรมไอทีมักมองว่าความเร็วของสายไฟเบอร์เป็นเรื่องตายตัว แต่สตาร์ทอัพรายใหม่อย่าง Relativity Networks กำลังเดิมพันว่าสายไฟเบอร์ที่เร็วขึ้นจะพลิกโฉมการคำนวณทางภูมิศาสตร์สำหรับการสร้างศูนย์ข้อมูลทั้งหมด
บริษัทได้ประกาศความสำเร็จในการระดมทุน 22 ล้านดอลลาร์ผ่านสัญญา SAFE note ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากนักลงทุนหลายราย เช่น Rhapsody Venture Partners, Bell Ventures Inc. และ Faster Than Glass LLC นอกจากนี้พวกเขายังได้รับคำสั่งซื้อล่วงหน้ามูลค่า 40 ล้านดอลลาร์จากบริษัทไฮเปอร์สเกเลอร์ชั้นนำที่ขอสงวนสิทธิ์ไม่เปิดเผยนาม

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
หัวใจสำคัญของเทคโนโลยีนี้คือไฟเบอร์แกนกลวง (hollow-core fiber) ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่ยังไม่ค่อยถูกนำมาใช้งานแพร่หลาย โดยปกติแล้วไฟเบอร์ทั่วไปจะส่งแสงผ่านแก้วไฟเบอร์ออปติก แต่ไฟเบอร์แกนกลวงจะส่งแสงผ่านห้องสุญญากาศที่อยู่ตรงกลางสาย ทำให้เข้าใกล้ขีดจำกัดทางทฤษฎีของความเร็วแสงมากยิ่งขึ้น
ความแตกต่างนี้วัดกันในระดับไมโครวินาที โดยซีอีโอ Jason Eisenholz ประเมินว่าสัญญาณในไฟเบอร์แบบดั้งเดิมจะใช้เวลาเดินทางประมาณ 5 ไมโครวินาทีต่อกิโลเมตร แต่เมื่อเปลี่ยนมาใช้ไฟเบอร์แกนกลวง ตัวเลขดังกล่าวจะลดลงเหลือเพียง 3.5 ไมโครวินาทีเท่านั้น ซึ่งการลดความหน่วงลง 30% นี้ช่วยเปิดโอกาสให้ผู้พัฒนาสามารถขยายระยะทางระหว่างศูนย์ข้อมูลออกไปได้อีก 30% ก่อนที่ความหน่วงจะกลายเป็นอุปสรรค
"ระบบที่ใหญ่ที่สุดกำลังกระจายการประมวลผลไปยังหลายวิทยาเขตเพื่อให้ได้พลังงานที่มีอยู่ พวกเขากำลังย้ายไปยังจุดที่มีโครงสร้างพร้อม แต่ยังคงต้องทำงานเป็นเครื่องจักรที่ซิงโครไนซ์กันเครื่องเดียว"
Jason Eisenholz ซีอีโอของ Relativity Networks
ในยุคที่การประมวลผล AI เติบโตอย่างก้าวกระโดด ระยะทางกายภาพระหว่างหน่วยประมวลผล GPU กลายเป็นเรื่องสำคัญ เนื่องจากศูนย์ข้อมูลหลายแห่งในปัจจุบันแผ่ขยายพื้นที่ออกไปหลายร้อยเอเคอร์และมีอาคารหลายสิบหลัง Eisenholz มองเห็นโอกาสสำคัญสำหรับศูนย์ข้อมูลแบบหลายวิทยาเขต (multi-campus deployments) ที่เชื่อมโยงศูนย์ข้อมูลเดิมเข้าด้วยกันให้ทำงานเสมือนเป็นยูนิตเดียว
การวิเคราะห์เพิ่มเติม: การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเครือข่ายสำหรับศูนย์ข้อมูลถือเป็นคอขวดสำคัญในยุค AI ที่ต้องการพลังประมวลผลมหาศาล การแก้ปัญหาด้วยการปรับปรุงความเร็วระดับฮาร์ดแวร์แสง (Optics) เช่น ไฟเบอร์แกนกลวง ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะปลดล็อกข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์ ทำให้ศูนย์ข้อมูลไม่จำเป็นต้องตั้งอยู่กระจุกตัวในพื้นที่ที่มีจำกัดอีกต่อไป แต่อาจส่งผลให้เกิดการลงทุนด้านโครงข่ายระยะไกลที่สูงขึ้นตามมาในอนาคต
Eisenholz ยังได้สะท้อนมุมมองต่อวิวัฒนาการของยุค AI ว่า ยุคแรกเน้นการปรับแต่งหน่วยประมวลผล (GPU) ยุคที่สองเน้นเครือข่ายภายในศูนย์ข้อมูล และยุคที่สามที่กำลังจะมาถึงคือการปรับแต่งภูมิศาสตร์เครือข่ายให้เกิดประโยชน์สูงสุด
ที่มา: TechCrunch
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น