ยุคทองวิดีโอแนวตั้ง: เส้นทางชัยชนะที่แพลตฟอร์มโซเชียลต่างก๊อปปี้กันมา
ย้อนดูเส้นทางที่วิดีโอแนวตั้งครองโลกโซเชียลมีเดียจากจุดเริ่มต้นของ Snapchat สู่การก๊อปปี้และพัฒนาต่อยอดของบรรดายักษ์ใหญ่

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- ทุกแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียเคยมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน
- สมาร์ตโฟนและพฤติกรรมการถือโทรศัพท์ในแนวตั้งทำให้รูปแบบวิดีโอเปลี่ยนไป
- Snapchat เป็นผู้ริเริ่มฟีเจอร์ Stories ในปี 2013 ก่อนที่ Instagram จะนำมาปรับใช้
- วิดีโอแนวตั้งกลายเป็นเครื่องมือทำเงินและโฆษณาที่ทรงพลังที่สุดในปัจจุบัน
ในอดีตแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียและสื่อออนไลน์ต่างมีเอกลักษณ์และบทบาทของตัวเองอย่างชัดเจน ยูทูบ (YouTube) เป็นแหล่งรวมคลิปวิดีโอและคอมมิวนิตีของครีเอเตอร์ อินสตาแกรม (Instagram) เน้นการแชร์ภาพถ่าย เน็ตฟลิกซ์ (Netflix) พยายามเป็นบริการออนดีมานด์ เฟซบุ๊ก (Facebook) เน้นการเชื่อมต่อกับเพื่อน ทวิตเตอร์ (Twitter) เน้นข่าวสาร และสแนปแชต (Snapchat) เป็นแอปพลิเคชันสำหรับส่งข้อความ
อย่างไรก็ตาม แอปพลิเคชันเหล่านี้เติบโตขึ้นพร้อมกับยุคของสมาร์ตโฟน ผู้ใช้งานนับพันล้านคนเริ่มเข้าสู่โลกออนไลน์และผลิตคอนเทนต์ที่เหมาะสมกับหน้าจอยาวและแคบในมือถือ ภาพเซลฟีกลายเป็นศิลปะแนวตั้งเพราะเติมเต็มหน้าได้ดีกว่าและจับถือโทรศัพท์ได้ถนัดมือ แม้หลายคนจะต่อต้านวิดีโอแนวตั้งโดยอ้างว่าสายตามนุษย์มองในแนวนอนและดูไม่ดีบนแล็ปท็อป แต่สุดท้ายโทรศัพท์มือถือก็เป็นผู้ชนะ ทำให้ประสบการณ์ความบันเทิงทั้งหมดถูกปรับให้อยู่ในแนวตั้งเช่นกัน

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
สแนป (Snap) เป็นผู้มองเห็นเทรนด์นี้ก่อนใครโดยการเปิดตัวฟีเจอร์ Stories ในช่วงปลายปี 2013 เพื่อให้ผู้ใช้แชร์เรื่องราวในชีวิตประจำวันได้อย่างผ่อนคลาย ซีอีโอ อีวาน สปีเกล (Evan Spiegel) ระบุว่าเป็นวิธีใหม่ในการแชร์วันของคุณกับเพื่อนๆ ฟีเจอร์นี้เติบโตอย่างรวดเร็วและกลายเป็นฟีเจอร์ยอดนิยมที่สุดของสแนปแชตภายในกลางปี 2014 ซึ่งดึงดูดความสนใจของมาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก (Mark Zuckerberg) จนกระทั่งเดือนสิงหาคมปี 2016 ฟีเจอร์ดังกล่าวถูกคัดลอกมาไว้บนอินสตาแกรมแทบจะทันที
"they deserve all the credit"
เควิน ซิสตรอม (Kevin Systrom) ซีอีโอของอินสตาแกรมในขณะนั้น ได้กล่าวถึงสปีเกลและสแนปแชตว่าพวกเขาสสมควรได้รับเครดิตทั้งหมด และฟีเจอร์ Stories นี้ไม่ได้เป็นสิทธิ์ขาดของเครือข่ายสังคมใดเครือข่ายหนึ่งอีกต่อไป แต่มันกลายเป็นสิ่งที่ทุกแพลตฟอร์มต้องมี ไม่ว่าจะเป็นลิงก์อิน (LinkedIn), ทินเดอร์ (Tinder) หรือมีเดียม (Medium) ต่างก็มีฟีเจอร์นี้เช่นกัน
การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคแนวตั้งสะท้อนให้เห็นว่าพฤติกรรมของผู้ใช้งานจริงมีความสำคัญเหนือกว่าหลักการออกแบบดั้งเดิม ความพยายามฝืนให้ผู้ใช้ดูวิดีโอนอนบนมือถือเป็นอุปสรรคใหญ่ที่แพลตฟอร์มต่างๆ ต้องก้าวข้าม การที่แอปพลิเคชันยอมรับและก๊อปปี้ฟีเจอร์ที่ตอบโจทย์กว่าจึงกลายเป็นกลยุทธ์ทางธุรกิจที่อยู่รอดในยุคดิจิทัล
เมื่อกล้องและความเร็วในการอัปโหลดพัฒนาขึ้น วิดีโอจึงกลายเป็นสื่อหลักในพื้นที่แบบชั่วคราว วิดีโอสตอรี่มีคุณสมบัติพิเศษสองประการคือ เหมาะกับการไถฟีดแบบไม่มีวันสิ้นสุด และช่วยให้การแทรกโฆษณาทำได้ง่ายดาย เพียงไม่กี่เดือนหลังจากเปิดใช้ฟีเจอร์ Stories บนอินสตาแกรม เฟซบุ๊กก็เริ่มระดมโฆษณาเข้าสู่ระบบเนื่องจากความสุ่มของสตอรี่ทำให้โฆษณาดูกลมกลืนและสร้างรายได้มหาศาล
ที่มา: The Verge
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น