SPEAR-H Demo Day 2026: หนุน 12 สตาร์ตอัป HealthTech ไทย
งาน SPEAR-H Demo Day 2026 เมื่อ 4 ส.ค. ณ VIE Hotel Bangkok ดึง NIA และ รพ.มหิดล-พระราม 9 ดัน 12 สตาร์ตอัป HealthTech สู่การใช้งานจริง

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- SPEAR-H จัด Demo Day ดึง 12 สตาร์ตอัป HealthTech โชว์เคสโซลูชันการแพทย์
- ความร่วมมือจาก NIA, ม.มหิดล, และ รพ.พระราม 9 เพื่อเชื่อมทุนกับโรงพยาบาล
- มุ่งเน้นการร่วมมือออกแบบเทคโนโลยีระหว่างแพทย์และผู้พัฒนาหน้างาน
- แบ่งนวัตกรรมออกเป็น 4 ด้านหลัก ครอบคลุมการตรวจ วินิจฉัย และดูแลนอก รพ.
การพัฒนาเทคโนโลยีการแพทย์หรือ HealthTech ให้สำเร็จไม่ได้หยุดอยู่แค่การสร้างผลิตภัณฑ์ขึ้นมาเท่านั้น แต่ก้าวที่ท้าทายกว่าคือการพิสูจน์ความปลอดภัย ความคุ้มค่า และการใช้งานได้จริงในบริบทการรักษาพยาบาลจริง ซึ่งต้องผ่านเกณฑ์มาตรฐานและขั้นตอนการทำงานของบุคลากรทางการแพทย์อย่างเคร่งครัด
ประเด็นดังกล่าวถูกหยิบยกมาหารือในงาน SPEAR H HealthTech Acceleration Demo Day ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2569 ณ โรงแรม VIE Hotel Bangkok โดยรวบรวมทั้งผู้เชี่ยวชาญ ภาครัฐ นักลงทุน และ 12 ทีมสตาร์ตอัปด้านสุขภาพ เพื่อลดช่องว่างระหว่างงานวิจัยในห้องแล็บและการนำไปใช้จริงในโรงพยาบาลหรือคลินิก
โครงการนี้เกิดขึ้นจากความร่วมมือหลายภาคส่วน ได้แก่ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA), มหาวิทยาลัยมหิดล โดยสถาบันบริหารจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (INT), โรงพยาบาลในเครือมหาวิทยาลัยมหิดล และโรงพยาบาลพระราม 9 โดย ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการ NIA ระบุว่าเป้าหมายหลักคือการสร้างกลไกประสานทุกฝ่ายให้เดินหน้าไปในทิศทางเดียวกัน

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
ด้าน ศ. ดร.วิริยะ เตชะรุ่งโรจน์ ผู้อำนวยการ INT มหาวิทยาลัยมหิดล เสริมว่าทางสถาบันพร้อมนำองค์ความรู้และเครือข่ายมาช่วยสนับสนุนคำปรึกษาด้านธุรกิจและการตลาด พร้อมเปิดโอกาสให้สตาร์ตอัปได้ทดสอบตลาดจริงในเครือโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยมหิดลและโรงพยาบาลพระรามเก้า เพื่อให้ได้ฟีดแบคจากผู้ใช้งานจริง
ไฮไลต์สำคัญของงานคือการเปลี่ยนมุมมองจากการที่โรงพยาบาลเป็นผู้เลือกซื้อเทคโนโลยี มาเป็นการร่วมมือกันออกแบบและพัฒนาโซลูชันระหว่างโรงพยาบาลและผู้สร้างนวัตกรรม นพ.วิทยา วันเพ็ญ รองกรรมการผู้อำนวยการ โรงพยาบาลพระรามเก้า เน้นย้ำว่า Smart Healthcare ต้องเริ่มจากปัญหาหน้างานจริง เช่น การเข้าถึงการวินิจฉัยและภาระงานเอกสาร
"การดูแลสุขภาพไม่อาจเติบโตจากการมีเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว ต้องมีพื้นที่ให้ทดสอบ รับฟังผู้ใช้จริง และปรับโมเดลการทำงานร่วมกับผู้ให้บริการสุขภาพ"
ดร.วาริน รัชนานุสรณ์
การผลักดัน HealthTech ในประเทศไทยสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการแก้ปัญหาคอขวดของการนำนงานวิจัยออกสู่ตลาดเชิงพาณิชย์ (Valley of Death) ซึ่งมักติดปัญหาเรื่องการรับรองมาตรฐานและการยอมรับจากโรงพยาบาล การที่โครงการดึงโรงพยาบาลมาร่วมตั้งแต่ต้นน้ำช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสรอดให้สตาร์ตอัปได้เป็นอย่างดี
สำหรับ 12 ทีมที่ผ่านการคัดเลือกจากผู้สมัครกว่า 70 ทีม ถูกแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มโจทย์ใหญ่ของระบบสุขภาพไทย ได้แก่:
- กลุ่มตรวจวินิจฉัยและความมั่นคง: เช่น K. Biosciences, Zenostic, BI Craft และ RAMAAI
- กลุ่มเพิ่มความคล่องตัวในโรงพยาบาล: เช่น Sati, MOE Research และ HealthTech Solution
- กลุ่มการแพทย์แม่นยำและการป้องกัน: เช่น Precisionize, AThenaAI และ AquaTrek Solution
- กลุ่มดูแลสุขภาพนอกโรงพยาบาล: เช่น FitSloth และ Kalguroo
ที่มา: Techsauce
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น